Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
ความคิดเปิดผนึก
อภิชาต สถิตนิรามัย


A Very Brief History of the Thai Bankers : เจ้าสัวเยสเตอร์เดย์

“ผมมันเป็นเจ้าสัวเยสเตอร์เดย์” คือคำพูดของ big boss แห่งธนาคารกรุงเทพ ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 เกิดขึ้นไม่นานนัก อย่างน้อยต้องชมเชยว่านี้เป็นวาทะของผู้ที่รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงที่จะมาเยือนในอนาคตอันใกล้ แปดปีครึ่งหลัง 2540 คำพูดข้างต้นได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง

อัมมาร สยามวาลา เคยชี้ว่า หากเราใช้เกณฑ์ว่าใครคือผู้มีอำนาจในการจัดสรรเงินทุนในระบบเศรษฐกิจแล้ว เราก็อาจเรียกทุนนิยมในยุคหนึ่งๆ ได้ตามชื่อผู้มีอำนาจนั้นๆ เช่น ในช่วงจอมพลป. พิบูลสงคราม มีการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจขึ้นมากมาย ซึ่งก็คือการที่รัฐทำตัวเป็นผู้จัดสรรเงินเพื่อการลงทุนขนานใหญ่ ดังนั้นเราจึงอาจเรียกระบบทุนนิยมไทยในยุคนี้ได้ว่า ยุคทุนนิยมโดยรัฐ หรือยุคทุนนิยมขุนนาง เนื่องจาก ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจที่จะลงทุนในกิจการอะไร เมื่อไร ก็คือข้าราชการนั้นเอง (ในยุคนี้ ไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างข้าราชการประจำกับข้าราชการการเมือง เช่น เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ควบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารด้วย เป็นต้น)

ตรรกะชุดเดียวกันนี้ ทำให้อัมมารขนานนามระบบทุนนิยมไทยนับตั้งแต่จอมพล ส. ขึ้นสู่อำนานจนกระทั่ง 2540 ว่า เป็นยุคทุนนิยมนายธนาคาร เนื่องจากการตัดสินใจปล่อยกู้ของนายธนาคารว่าจะจัดสรรเงินกู้ให้แก่ธุรกิจใดบ้าง จะเป็นตัวชี้ขาดให้กับการเติบโตของสาขาธุรกิจนั้นๆ

ในยุคนั้น เหล่าเถ้าแก่หรือเจ้าสัวใน real sector แทบจะไม่มีแหล่งเงินทุนทางเลือก (alternative sources of fund) อื่นๆเลย จะไปหา investment bankers เพื่อแต่งตัวกิจการเข้าตลาดหลักทรัพย์ ขายหุ้นเพิ่มทุนนั้นก็ทำไม่ได้ หรือจะออกพันธบัตรเพื่อกู้เงินโดยตรงจากผู้ออมก็ทำไม่ได้ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าตลาดทั้งสองยังไม่เกิด

แหล่งเงินทุนทางเลือกของเหล่าเจ้าสัวจึงมีแต่การตั้งวงแชร์ โดยตัวเองเป็นท้าวแชร์ เพื่อระดมทุนจากหมู่เพื่อนฝูง อันเป็นเครื่องมือทางการเงินโบราณที่สืบมรดกจากเมืองแต้จิ๋ว ซึ่งก็ระดมทุนได้ในขนาดที่จำกัดมาก เมื่อเทียบกับการระดมทุนของระบบธนาคารพาณิชย์สมัยใหม่ ดังนั้นระบบธนาคารจึงเป็นผู้ผูกขาดการทำหน้าที่ระดมเงินออมเพื่อมาจัดสรรให้แก่ภาคธุรกิจ และภายใต้โครงสร้างของระบบธนาคารนี้ ก็ถูกผูกขาดอีกชั้นหนึ่งด้วยธนาคารขนาดใหญ่เพียง 4 แห่ง เช่น ธ.กรุงเทพ ธ.ศรีนคร ธ.ศรีอยุธยา

ดังนั้นเมื่อคุณชิน โสภณพนิช เห็นว่าธุรกิจสิ่งทอกำลังเป็น Product Champion ของไทย ท่านเจ้าสัวก็ฉีดเงินกู้ให้กับเจ้าของโรงทอ กิจการเหล่านี้ก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว แม้เมื่อเกิดวิกฤตการณ์สิ่งทอล้นตลาดในปี พ.ศ. 2518 ทางการได้ออกคำสั่งห้ามไม่ให้มีการขยายกำลังผลิตในอุตสาหกรรมสิ่งทอ คำสั่งดังกล่าวก็ไม่ต่างจากคำสั่งจำนวนมากของรัฐที่มีอยู่จริงแค่บนแผ่นกระดาษ มีเรื่องเล่าอยู่ว่าเจ้าสัวโรงทอแห่งหนึ่ง (ที่ปัจจุบันกลายเป็นโรงงานร้างบนถนนพหลโยธิน รอการขายทอดตลาด) เดินทางไปต่างประเทศกับผู้ออกคำสั่งห้ามขยายกำลังการผลิต แต่ก็ไปตกลงซื้อเครื่องทอนับพันๆ เครื่อง ต่อหน้าผู้ออกคำสั่งนั้นเอง

กระทั่งเมื่อวิกฤตรุนแรงขึ้นจนเจ้าสัวชินเห็นว่า หากปล่อยให้มีการแข่งขันกันต่อไปแล้ว เหล่าบรรดาลูกหนี้โรงทอของตนจะกลายร่างเป็นลูกหนี้ NPLs ท่านเจ้าสัวจึงทำตัวเป็นผู้บังคับกฎห้ามขยายโรงงานแทนรัฐ ด้วยความกลัวว่าจะไม่ได้รับเงินกู้ต่อไป หากตนไม่เชื่อฟังเจ้าสัวชิน เจ้าสัวโรงทอทั้งหลายจึงไม่แหกกฎและร่วมกันฝ่าพ้นวิกฤตไปได้ในที่สุด

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เจ้าสัวชินมีอำนาจในการชี้นำการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมไทย ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้มากกว่าตัว BOI เอง หรือพูดได้ว่านโยบายอุตสาหกรรมของไทย (Industrial Policy) ที่มีการเลือกผู้ชนะ (Picking the Winner) ตามแบบเกาหลีใต้ ถูก privatize ในความเป็นจริง (de facto) มานานแล้ว ด้วยเหตุผลเช่นนี้เอง อัมมารจึงขนานนามยุคข้างต้นว่า ยุคทุนนิยมนายธนาคาร

ธนาคารไทยเติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้การทำหน้าที่ดังกล่าว และภายใต้กฎไม่เป็นทางการของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ว่า ธนาคารเกิดใหม่ไม่ได้แต่ก็ล้มไม่ได้ด้วย ซึ่งส่วนหนึ่งถูกผลักดันโดยการต่อสายระหว่างนายธนาคารกับนายพลในคราบนักการเมือง กฎที่ไม่เป็นทางการนี้ แปลว่าธุรกิจธนาคารไทยเป็นอุตสาหกรรมผูกขาดน้อยราย (Oligopoly) และเป็นอุตสาหกรรมเฒ่าทารกไม่รู้จักโต เพราะรัฐให้การคุ้มครองจากการแข่งขันในระดับสูงมากมาโดยตลอด

วันชื่นคืนสุขดำรงอยู่จนกระทั่ง พ.ศ.2533 อันเป็นจุดเริ่มต้นของจุดสิ้นสุดแห่งยุคทุนนิยมนายธนาคาร เมื่อไทยเริ่มกระบวนการเปิดเสรีบัญชีเงินทุน (capital account) และตอกย้ำด้วยการเปิดกิจการวิเทศธนกิจ (BIBFs) แต่ไม่เปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจากระบบคงที่ไปสู่ระบบลอยตัว ดังนั้นเงินกู้จากต่างประเทศจึงไหลเข้าท่วมเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจฟองสบู่และวิกฤต 2540 ที่จบลงด้วยสัดส่วน NPLs 50% ของสถาบันการเงิน จึงเป็นผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในท้ายที่สุด

ค่าทำศพสถาบันการเงินที่ล้มเหลวจำนวน 1.5 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 30-40 % ของ GDP ผ่านกองทุนฟื้นฟูฯ นั้น ได้เปลี่ยนทั้งผู้เป็นเจ้าของและจำนวนสถาบันการเงินลดลงมาก รัฐและต่างชาติกลายมาเป็นเจ้าของธนาคารมากกว่า 50 % ในปัจจุบัน

มากไปกว่านั้น ความท้าท้ายในเชิงโครงสร้างของการปฏิบัติภารกิจทางประวัติศาสตร์ของธนาคารในการเป็นผู้จัดสรรทุนให้แก่ real sector ก็ปรากฏอย่างชัดเจน จากการเติบใหญ่ของตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร ในปี 2539 ตลาดทั้งสองจัดสรรทุนให้แก่ระบบเศรษฐกิจเพียง 24 % ในขณะที่สถาบันการเงินทั้งหมดทำการจัดสรรถึง 74 % แต่ในปี 2548 สัดส่วนของสถาบันการเงินเหลือเพียงแค่ 57 % หากดูเฉพาะ sector สถาบันการเงินจะเห็นว่าส่วนแบ่งการตลาดของสถาบันเฉพาะกิจของรัฐเช่นธนาคารออมสิน เพิ่มขึ้นจาก 10 % เป็น 18 % และนี่ยังไม่รวมส่วนแบ่งของธนาคารพาณิชย์ของรัฐเช่น กรุงไทย ซึ่งขยายสินเชื่ออย่างก้าวร้าวมากในช่วงที่ผ่านมา

พ.ศ. 2540 จึงเป็นหลักหมายที่ตอกตะปู ปิดฝาโลงให้กับยุคทุนนิยมนายธนาคาร คำถามจึงมีอยู่ว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเป็นยุคทุนนิยมของใคร หรือเราจะกลับเข้าสู่ยุคทุนนิยมโดยรัฐอีกครั้งหนึ่ง ผ่านการอำนวยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่รัฐเป็นเจ้าของ ตามนโยบายส่งเสริมให้คนเป็นเถ้าแก่ตัวน้อยๆ ของทักษิโณมิกส์



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter