ทบทวนกระแสพระราชดำรัสเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง”
พระราชดำรัสเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมานั้น มีข้อความบางตอนที่ได้ทรงฝากไว้ให้พสกนิกรชาวไทยและคณะรัฐบาล รำลึกถึงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงกันอีกครั้ง
เมื่อใดก็ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีกระแสพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ต่อหน้าผู้นำรัฐบาลอย่าง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีคนนี้ นักวิจารณ์ทั้งหลายต่างพากันตีความกันไปได้ต่างๆ นานาว่า รัฐบาลยังมิได้ดำเนินการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างครบถ้วนเป็นแน่แท้
แนวคิดว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียงได้ปรากฏในพระราชดำรัสเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2540 ไม่กี่เดือนหลังจากที่ประเทศประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ดำรัสถึงเศรษฐกิจพอเพียงนั้น หลายคนตีความไปว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั้นคือการพึ่งพาตนเอง และพานสรุปไปเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตที่แยกตัวจากระบบตลาด หรือเศรษฐกิจโลกอย่างเด็ดขาดไปเลย
ในปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ดำรัสถึงเศรษฐกิจพอเพียงอีกครั้ง ซึ่งในครานี้กระแสพระราชดำรัสได้ช่วยให้พสกนิกรได้มีความเข้าใจที่ดีขึ้น เห็นอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่า แนวคิดของท่านนั้นหมายถึงอะไร
ผู้เขียนจะขอยกเอาบางตอนของพระราชดำรัสในปี 2541 มาเสนอไว้ ณ ที่นี้
“...แต่ความจริงเศรษฐกิจพอเพียงนี้กว้างขวางกว่า self-sufficiency คือ self-sufficiency นั้นหมายความว่า ผลิตอะไรที่มีพอที่จะใช้ ไม่ต้องไปขอซื้อคนอื่น อยู่ได้ด้วยตนเอง (พึ่งตนเอง) แต่พอเพียงนี้มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือคำว่าพอก็เพียงพอ เพียงนี้ก็พอดังนั้นเอง คนเราถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศ มีความคิด-อันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ-มีความคิดว่า ทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง ถ้า (หากต้องการเบียดเบียน) อย่างนั้นก็เดือดร้อนกันแน่ เพราะว่าอึดอัด จะทำให้ทะเลาะกัน เมื่อมีการทะเลาะกัน ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย จากการทะเลาะด้วยวาจาก็กลายเป็นการทะเลาะด้วยกาย ซึ่งในที่สุดก็นำมาสู่ความเสียหาย เสียหายแก่ผู้ที่เป็นตัวละครทั้งสองคน ถ้าเป็นหมู่ก็เลยเป็นการตีกันอย่างรุนแรงได้ ซึ่งจะทำให้คนอื่นอีกมากเดือดร้อน ฉะนั้น ความพอเพียงนี้ก็แปลว่า ความพอประมาณและความมีเหตุผล”
ความในพระราชดำรัสตอนนี้ให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของไพร่ฟ้า พสกนิกรชาวไทย ในทุกสาขาอาชีพ และทุกระดับรายได้ ปวงชนชาวไทยสมควรที่จะอ่านกระแสพระราชดำรัสตอนนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนขึ้นใจ และนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพื่อการมีชีวิตที่เป็นสุขอย่างแท้จริง ท่ามกลางกระแสสังคมและเศรษฐกิจที่มักชักจูงเราให้หลงใหลไปกับความมั่งมี มั่งคั่งในทางวัตถุ ที่แม้ว่าจะร่ำรวยมากมายเพียงใด ก็มิอาจอิ่มเอมได้กับทรัพย์สินเงินทองที่มีในครอบครอง
“ความรู้จักพอ” จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยฉุดรั้งคนเราไม่ให้ถลำตัว ตกหลุมพรางของความโลภ และกิเลสตัณหา ที่มักทำให้เราละเลย มองข้าม “ความเสี่ยง”
ความพอเพียงในลักษณะนี้ จึงเป็นเสมือนเครื่องมือช่วยบริหารความเสี่ยง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย
อันที่จริงมนุษย์เราต่างก็แสวงหาความมั่งคั่งทางวัตถุกันมาตั้งแต่ยุคสมัยโบราณแล้ว แต่ทว่าในยุคสมัยที่การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีได้บ่มเพาะนิสัยให้ผู้คนชื่นชอบความรวดเร็วและสะดวกสบาย จึงไม่น่าแปลกที่จะมีคนจำนวนไม่น้อยพยายามมองหาช่องทางที่จะให้ได้มาซึ่งความมั่งคั่งในแบบชั่วข้ามคืน
วิถีเช่นนี้มักพาให้คนละเลยการประเมินความเสี่ยงอย่างถูกต้อง เช่น ผู้ที่หวังร่ำรวยทางลัดโดยพึ่งพาอาศัยโชคจากการเล่นหวย หรือเล่นการพนัน เขาเหล่านั้นมักมองเพียงว่าเงินที่เสียไปกับการเสี่ยงโชคนั้นเป็นเงินจำนวนน้อยนิดเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ได้ ตรรกะเยี่ยงนี้เมื่อผนวกเข้ากับโลภะ ช่วยกันกลบเกลื่อนข้อเท็จจริงที่ว่าโอกาสที่จะสูญเงินไปกับการพนันนั้นมีมากกว่าโอกาสได้เงินหลายเท่านัก
สำหรับผู้เสี่ยงโชคที่มีรายได้แค่พอยังชีพนั้น อาจมองว่า การเสี่ยงโชคเช่นนี้อาจเป็นเพียงความหวังหนึ่งเดียวที่พอจะเป็นไปได้จริง ที่จะช่วยยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของเขาได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่อนิจจา พวกเขาอาจลืมไปว่า เงินที่เขาเสี่ยงโชคไปแต่ละครั้งนั้น แม้จะน้อยนิด แต่ก็เป็นสัดส่วนที่มาก เมื่อเทียบกับรายได้ที่เขาหาได้ในแต่ละวัน
ดังนั้นผู้ที่เข้าถึงเศรษฐกิจพอเพียงได้ จะต้องเป็นคนมีเหตุมีผล คิดเป็น เมื่อเป็นเช่นนี้ คนผู้นั้นจะมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ไม่ถูกชักจูงด้วยผลตอบแทนของการดำเนินการที่มีความเสี่ยงสูงโดยง่าย
แต่เราต่างก็ทราบดีว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความคิดความอ่านดีพอ หรือชาญฉลาดพอที่จะสร้างภูมิคุ้มกันด้วยตัวเองได้ เมื่อปัจเจกชนขาดความสามารถที่จะดูแลตนเองอย่างเหมาะสม รัฐบาลจึงสมควรแสดงบทบาทที่ช่วยเติมเต็มในส่วนที่ประชาชนเหล่านั้นขาดไป
เมื่อประชาชนไม่อาจประเมินความเสี่ยงได้อย่างถูกต้องเหมาะสม รัฐบาลก็ยิ่งไม่สมควรที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้คนเหล่านี้มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง สิ่งที่ชี้ว่ารัฐบาลยังมิได้ตระหนักถึงบทบาทตนเองในเรื่องการสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงคือ การที่รัฐบาลดึงเอาหวยใต้ดินขึ้นมาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย และดำเนินการจัดการให้เกิดเครือข่ายการซื้อขายจนเป็นธุรกิจใหญ่โต สร้างรายได้นอกงบประมาณให้กับรัฐบาลอย่างมากมายมหาศาล
จะว่าไปแล้ว รัฐบาลในขณะนี้ก็กำลังประสบปัญหาการประยุกต์ใช้ “เศรษฐกิจพอเพียง” กับการบริหารเงินทองเหมือนกัน ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลมีการขาดดุลเงินสด ในปีงบประมาณ 2548 เป็นจำนวนถึง 3 หมื่น 7 พันล้านบาท โดยการขาดดุลเงินสดนี้มีสาเหตุจากการที่รัฐบาลมีดุลเงินนอกงบประมาณขาดดุลสูงถึง 49,241 ล้านบาท การที่รัฐบาลประสบปัญหาเงินสดขาดมือ ก่อให้เกิดกระแสข่าว “รัฐบาลถังแตก” ในช่วงที่ผ่านมานั่นเอง
เป็นที่ทราบกันดีว่า รัฐบาลนี้มีแนวทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเชิงรุก โดยใช้การใช้จ่ายของภาครัฐเป็นตัวกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ นักวิชาการหลายคนแสดงความกังวลถึงความยั่งยืนของกลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจในแนวทางนี้ เพราะการใช้จ่ายภาครัฐก็ไม่ต่างอะไรจากการใช้จ่ายของบุคคล หากใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่มีแล้ว ก็ต้องสร้างหนี้ขึ้นเพื่อจุนเจือการใช้จ่าย ฉันใดก็ฉันนั้น นักวิชาการหลายท่านกริ่งเกรงว่า หากรัฐบาลประเมินความเสี่ยงจากการจัดเก็บรายได้ไม่ตรงตามเป้า ผิดพลาดไปแล้ว ผลที่ตามมาก็คือรัฐบาลจะต้องก่อหนี้สาธารณะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหนี้สาธารณะที่เพิ่มมากขึ้นนี้ มีความหมายทางเศรษฐศาสตร์ว่า ภาระภาษีสำหรับประชาชนที่ต้องแบกรับมากขึ้นเป็นเงาตามตัวในอนาคต
อย่างไรก็ดี ข้อความที่ว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียงในกระแสพระราชดำรัสปีนี้กลับมิได้พาดพิงถึงการจัดการงบประมาณแผ่นดิน หรือการหารายได้จากหวยบนดินแต่อย่างใด ในกระแสพระราชดำรัสกลับปรากฏข้อความว่า
“...ท่านรองนายกฯทั้งหลายอาจจะไม่ทำ เพราะว่าเคยชินกับเศรษฐกิจที่ต้องใช้เงินมาก ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง ไม่พอเพียง นายกฯและคุณหญิงอาจจะให้เพื่อนนายกฯ รองนายกฯต่างๆ ทำเศรษฐกิจพอเพียงสักนิดหน่อย ก็จะทำให้อีก 40 ปี ประเทศชาติไปได้ แต่นี่ ก็มีแต่นายกฯ รองนายกฯ จัดการ รวมทั้งคู่สมรส ทำเศรษฐกิจพอเพียง ก็เชื่อว่าประเทศจะมีความประหยัดได้เยอะเหมือนกัน คือถ้าไม่ประหยัด ประเทศไปไม่ได้ คนอื่นไม่ประหยัด สำหรับคณะรัฐมนตรีประหยัด คณะรองนายกรัฐมนตรีประหยัด จะทำให้ไปได้ดีขึ้นเยอะ”
เนื้อความในพระบรมราโชวาทนี้ มิใช่เป็นข้อคิดสำหรับบุคคลที่อาจประสบปัญหาการประเมินความเสี่ยงผิดพลาด หรือสำหรับบุคคลที่มีอาชีพเกษตร ที่ต้องการชี้นำวิถีการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่
หากแต่เป็นเหล่าคณะรัฐมนตรีและคู่สมรส ซึ่งต่างก็เป็นผู้มีฐานะดีด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งเชื่อได้ว่าคณะบุคคลเหล่านี้มีเงินเก็บเงินออมมากเกินกว่าที่จะต้องมาเสียเวลากังวลกับเรื่องความมั่นคงในชีวิตอีกต่อไปแล้ว
มาถึงบรรทัดนี้ ผมอดไม่ได้ที่จะย้อนกลับไปอ่านกระแสพระราชดำรัสเมื่อปี 2541 อีกครั้ง แล้วอ่านซ้ำไปซ้ำมาตรงเนื้อความที่ว่า “ทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข”
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 15 ธันวาคม 2548



