ซีเกมส์-ซีโกง “ชาตินิยม” วาทกรรมฉบับทักษิณ
การที่นายกรัฐมนตรีและโฆษกรัฐบาลออกมาวิจารณ์มาตรฐานของเจ้าภาพประเทศฟิลิปปินส์และกรรมการตัดสินกีฬาซีเกมส์ไม่ค่อยเป็นเป็นธรรมกับนักกีฬาไทยจนเป็นที่พออกพอใจของคนไทยทั่วไปนั้น ถือว่าเป็นความชาญฉลาดของรัฐบาล ซึ่งการที่นายกกล้าวิจารณ์เรื่องนี้ถือเป็นการสุ่มเสี่ยงอาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือเป็นการเสียมารยาททางการทูต แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่ถือว่าคุ้มค่าสุดๆ ในทางการเมืองโดยเฉพาะสถานการณ์ขาลงของรัฐบาล
เพราะประเด็น “ซีเกมส์ – ซีโกง” ได้เบี่ยงเป้าความสนใจทางการเมืองของคนไทยไปอยู่ที่มหกรรมกีฬาซีเกมส์ ซึ่งไทยกำลังไล่ลุ้นเหรียญทองกับเจ้าภาพฟิลิปปินส์และต้องยอมรับว่าคนไทยทั่วไปก็ออกอาการหงุดหงิดกับมาตรฐานของกรรมการที่ไม่ค่อยเป็นธรรมกับนักกีฬาไทยบางประเภท (ทั้งๆ ที่ ถ้าเราๆ ท่านๆ ยอมรับความจริงกันก็คงต้องยอมรับว่ามหกรรมกีฬาซีเกมส์ได้สร้างมาตรฐานไว้นมนานแล้วคือ เจ้าภาพมีความหมายเดียวกับเจ้าเหรียญทอง ความมันส์ของการไล่ล่าเหรียญทองอยู่อันดับสองต่างหาก)
ซึ่งต้องยอมรับว่ามุขใหม่ของท่านนายกครั้งนี้สามารถลดอุณหภูมิการเมืองที่กำลังเดือดสุดๆ ทั้งในไทยและประเทศฟิลิปปินส์ด้วยเพราะผู้นำประเทศทั้งสองทั้งนายกทักษิณและประธานาธิบดีกลอเรีย มาคาปาร์กัล อาร์โรโย หรือที่คนตากาล็อค เรียกว่า GMA กำลังถูกกระแสต่อต้านขับไล่จากประชาชนชาวฟิลิปปินส์ในช่วงกลางปีที่ผ่านมาเกือบถึงขั้นต้องถอนตัวจากการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ครั้งนี้
นอกจากนี้กระแสวิพากษ์ “ซีเกมส์-ซีโกง” ยังเป็นการปลุกกระแสชาตินิยมแบบคลั่งชาติให้เข้ามาทำงานแทนความไร้เอกภาพของคนในชาติ ที่กำลังมีสัญญาณของความวุ่นวายในประเทศที่ประชาชนคนไทยเริ่มไม่พอใจรัฐบาลมากขึ้นจากหลายปัญหาที่หมักหมม และกำลังจะก่อตัวเป็นพลังทางการเมืองเพื่อพุ่งเป้าหรืออาจโค่นล้มรัฐบาลทักษิณได้ในอนาคต
เอาเข้าจริงๆ แล้วนี่เป็นการปรับรูปแบบการทำงานการเมืองของระบอบทักษิณที่ดึงเอาองคาพยพต่างๆ ในสังคมมาผูกกับการเมืองเพียงเพื่อกลบข่าวฉาวหรือความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาลหรือความไม่ได้เรื่องของนักการเมือง โดยเฉพาะวงการกีฬาที่ค่อนข้างมีระยะห่างกับการเมืองเริ่มถูกดึงมาผูกกับการเมืองมากขึ้นตั้งแต่นายกฯ ประกาศซื้อหุ้น “สโมสรลิเวอร์พูล” และประกาศสร้างฟุตบอลทีมชาติไทยให้ไปแข่งบอลโลกข่าวนั้นดึงความสนใจของคนทั้งประเทศอยู่เกือบ 3 เดือนสุดท้ายก็ไม่มีอะไร มาตรฐานฟุตบอลก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ อยู่ในปัจจุบันงบประมาณสนับสุนนกีฬาก็ยังพึ่งพิงเอกชนเป็นหลัก
ด้วยเหตุดังนั้นวาทกรรมเรื่อง “ชาตินิยม” ในระยะหลังๆ จึงมีระบบความหมายที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะถ้าวาทกรรมเรื่องชาตินิยมถูกปลุกโดยนักการเมืองที่ต้นทุนเริ่มต่ำแล้วสุดท้ายก็จะหวังผลแค่เอากระแสชาตินิยมหรือความรักชาติในระบบความหมายเดิมไปอุ้มหรือค้ำยันเสถียรภาพทางการเมืองของตัวเองไว้เท่านั้น
ลองนึกดูในทางกลับกันทำไมเราจึงไม่เห็นนายกทักษิณกล้าวิจารณ์รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าที่ปล่อยให้ทหารพม่าลุกล้ำอธิปไตยไทยหรือเข่นฆ่าคนไทยอยู่เนืองๆ ก็เพราะคนในรัฐบาลคบค้าลงทุนทางธุรกิจกับรัฐบาลพม่าเต็มไปหมด หากจะแก้ตัวว่ากรณีพม่าเป็นเรื่องการเมืองแต่กรณีซีเกมส์เป็นเรื่องกีฬา ก็ฟังไม่ขึ้นอีกนั่นแหละ เพราะวันนี้มหกรรมกีฬาไม่ว่าระดับโอลิมปิก เอเชี่ยนเกมส์ หรือมหกรรมฟุตบอลโลกก็แยกไม่ออกจากการเมืองระหว่างประเทศไปแล้ว ลองนึกดูก็ได้ถ้ามีคู่บอลระหว่างอังกฤษกับอาร์เจนติน่า หรือสหรัฐกับอิหร่าน มันมีความหมายมากกว่าการแข่งขันฟุตบอลทั่วๆ ไปอย่างแน่นอน
ฉะนั้นวาทกรรมชาตินิยมที่ผุดขึ้นในมหกรรมซีเกมส์คนที่ได้ประโยชน์จึงมีเพียง 2 คน คือนายกทักษิณกับนางกลอเรีย อาร์โรโย ผู้นำฟิลิปปินส์ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงขาลงด้วยกันทั้งคู่ ในขณะที่ประชาชนของทั้งสองประเทศก็จะเข้าสู่บรรยากาศของความบาดหมางกันในที่สุด
อย่างไรก็ตามถ้าเราตั้งข้อสังเกตในการชุมนุมประท้วงของกลุ่มที่เรียกว่า “วัน มูฟเม้นท์” ซึ่งจัดตั้งโดยพรรคการเมืองชื่อ พรรคอัคบายัน (Akbayan) หน้าสถานทูตไทยในฟิลิปปินส์ จะพบว่ากลุ่มผู้ชุมนุมกำลังชี้ให้เราเห็นว่านักกีฬาฟิลิปปินส์ไม่ได้โกงชัยชนะ ประธานาธิบดีกลอเรีย อาร์โรโยต่างหากที่โกงการเลือกตั้งมา ซึ่งสะท้อนนัยสำคัญของกลุ่มผู้ชุมนุมว่าไม่ได้ปลุกกระแสคลั่งชาติตอบโต้รัฐบาลไทยโดยขาดเหตุผล แต่กำลังเรียกร้องศักดิ์ศรีของคนตากาล็อค ที่พวกเขาเองก็เกลียดการโกงเช่นเดียวกันกับคนไทยจนเป็นสาเหตุสำคัญให้มีการเดินขบวนขับไล่ประธานาธิบดีกลอเรียฯ ที่โกงเลือกตั้งเข้ามา
สำหรับพรรคอัคบายัน นี้ถือเป็นพรรคการเมืองทางเลือกในฟิลิปปินส์ยึดแนวทาง “สังคมนิยมแนวปฏิรูป” ที่ก่อตัวและเติบโตมาจากฐานงานของเอ็นจีโอและขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในฟิลิปปินส์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2542 ลงเลือกตั้งครั้งแรกชนะเลือกตั้งในระบบปาร์ตี้ลิสต์ 1 คน ครั้งที่ 2 ชนะเลือกตั้งในระบบปาร์ตี้ลิสต์ได้ สส.มา 3 คน โดยพรรคนี้ไม่ส่งผู้สมัคร สส.ในระบบเขต และ สส.ของพรรคทั้ง 3 คนจะนำเงินเดือนเข้าพรรคทั้งหมด โดยรับเงินเดือนในระดับเดียวกับผู้ปฏิบัติงานของพรรค พรรคนี้มีบทบาทสำคัญมากในการร่วมชุมนุมกับขบวนการประชาชนเพื่อขับไล่ประธานาธิบดีกลอเรีย อาร์โรโย ในช่วงกลางปีที่ผ่านมาด้วย
เจตนารมณ์ในการชุมนุมประท้วงของพรรคอัคบายันครั้งนี้ หากพินิจพิเคราะห์ผ่านแถลงการณ์หรือผ่านป้ายข้อความในการชุมนุมระบุชัดว่า “นักกีฬาฟิลิปปินส์ไม่ได้โกงเราสู้ด้วยสปิริต ต่างกับประธานาธิบดีกลอเรียฯ ที่ชนะเลือกตั้งมาด้วยการโกง” วลีดังกล่าวสื่อความหมายชัดเจนของการไม่ตกอยู่ในกระแสชาตินิยมแบบคลั่งชาติ หากแต่พรรคอัคบายันกำลังนิยามชาตินิยมในความหมายที่เอาผลประโยชน์และชัยชนะของประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ปล่อยให้นักการเมืองหรือผู้เป็นรัฐบาลแสวงหาประโยชน์จากวาทกรรมชาตินิยมง่ายๆ
“ชาติ” ภายใต้การเคลื่อนไหวของ “ขบวนการวัน มูฟเม้นท์” จึงแยกผลประโยชน์ของประชาชนออกจากผลประโยชน์ของนักการเมืองอย่างชัดเจน
นัยยะสำคัญของการชุมนุมประท้วงนายกทักษิณและเรียกร้องให้มีการขอโทษชาวฟิลิปปินส์นั้น จึงไม่ใช่การคลั่งชาติแบบไร้สติขาดเหตุผลอย่างที่คนในรัฐบาลไทยบางคนกำลังพยายามปลุกปั่นหรือซุ่มสร้างเป็นระยะๆ (รวมทั้งกรณีปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้) แต่กำลังกระตุกทั้งคนไทยและคนฟิลิปปินส์ว่าอย่าปล่อยให้นักการเมืองฉวยโอกาสเอากระแสชาตินิยมไปรับใช้ผลประโยชน์ทางการเมืองของตน...



