Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
With Words That Appear Like Bats
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์


เยลโล่… ซับมารีน

ผมคิดว่าการอธิบายว่าม็อบเสื้อเหลืองว่า “แท้” หรือ “ไม่แท้” นั้นเป็นเรื่องที่น่าเบื่อพิลึก และการที่รัฐบาลทุกยุคสมัยมักชอบอ้างว่าคนที่ไปชุมนุมนั้นถูกจ้างไปก็เป็นเรื่องที่ “เดาทางถูก” และความจริงรัฐบาลก็มักจะใช้การระดมมวลชนเช่นกัน ในวาระต่างๆ

ความจริงแท้ทางการเมืองที่วัดกันด้วยอุดมการณ์และจิตสำนึกของผู้เข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง และ “มหกรรมทางการเมือง” นั้นมักเป็นวิธีการอธิบายที่นักรัฐศาสตร์และนักหนังสือพิมพ์ชอบใช้ในการอธิบายการเมือง

การอธิบายม็อบเสื้อเหลือง (ม็อบในความหมายการชุมนุม ไม่ได้ความหมายของการจัดตั้ง) ในสื่อจึงสนใจแต่เรื่องผู้นำม็อบ และความขัดแย้งระหว่างผู้นำม็อบกับผู้นำประเทศ ราวกับว่าถ้าเปิดโปงผลประโยชน์เบื้องหลังของทุกฝ่ายแล้วผู้ตามจะมีปัญญาและความเข้าใจในการเข้าร่วมมากกว่านี้ ... ไม่มีใครพาเราไปตาย

การค้นหาความจริงแท้ในเรื่องของผลประโยชน์เบื้องหลังของทั้งสองฝ่ายนั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำ และต้องตั้งคำถาม แต่เรื่องดังกล่าวไม่ใช่มิติเดียวที่เราจะสามารถเกี่ยวพันและอธิบายการเมืองไทยสมัยใหม่ได้

การให้ความสนใจกับผู้ที่เข้าร่วมมหกรรม และพัฒนาการของการเคลื่อนไหวในม็อบเสื้อเหลืองจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจเช่นกัน

ที่เขียนตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าผมต้องเกาะกระแสไปกับเขาด้วย ด้วยข้ออ้างที่ว่า เมื่อมีคนเข้าร่วมมากขึ้นก็เลยต้องสนใจ เพราะในพื้นที่อื่นๆผมเองก็เสนอความเห็นว่าทุกข์ของคนที่เข้าร่วมม็อบเสื้อเหลืองนั้นมีจริง แต่วิธีการปลุกม็อบ ต้านม็อบ และเคลื่อนไหวนั้นยังล้าหลังเมื่อเทียบกับม็อบหน้าทำเนียบของสมัชชาคนจน ที่มีพัฒนาการในการเรียนรู้และการเคลื่อนไหวที่ก้าวหน้ากว่าเยอะ

ม็อบเสื้อเหลืองนั้นมีลักษณะของการผสมปนเป (จะเรียกว่าผสมกลมกลืนก็ดูจะแปลกไปสักนิด) กันระหว่างจิตวิญญาณแบบเดือนตุลา เข้ากับรายการแฉ และรู้ทัน ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจัดว่าเป็นมหกรรมทางการเมืองที่สร้างความบันเทิงให้กับผู้เข้าร่วมงานได้อย่างน่าสนใจ

พัฒนาการของการเคลื่อนไหวนั้นสามารถประกอบสร้างและขับเคลื่อนวิธีคิดในแบบใหม่ที่ผสมผสานการถวายคืนพระราชอำนาจ การคืนอำนาจสมเด็จพระสังฆราช การไม่ขายการไฟฟ้า และการท้าทายผู้นำ

เริ่มจากพัฒนาการในยุคแรกที่มีแต่เพลงเพื่อชีวิตวงเล็ก มาสู่น้าหงา ลูกหลานน้าหงา ลำตัด และโฆษณาล้อเลียน เรื่องเหล่านี้น่าสนใจกว่าสิ่งที่นำมาพูดบนเวทีเสียอีก ซึ่งบางครั้งเน้นไปทางความแรงมากกว่าความสร้างสรรค์ เพราะผมไม่คิดว่าสิ่งที่คุณสนธิทำนั้นเป็นหน้าที่ของสื่อ เพราะสื่อต้องมีการทำข่าวที่ซับซ้อนกว่านี้ สิ่งที่คุณสนธิทำจึงเป็นเรื่องของการแฉ ไม่ต่างจากกรณีของชูวิทย์ หรืออลงกรณ์

เรื่องนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่สกู๊ปข่าวของเนชั่น หรือแม้กระทั่งไทยโพสต์เองนั้นก็ยังรักษาระยะห่างกับการเคลื่อนไหวดังกล่าว ไม่แตกต่างจากบรรดาขบวนการทางสังคมอีกจำนวนมากที่มิได้เคลื่อนไหวด้วยประเด็นเฉพาะหน้า อาทิ การขายรัฐวิสาหกิจ และ องค์กรครู แต่หมายถึงขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ต้องการแก้ปัญหาในเรื่องโครงสร้างทางอำนาจในสังคม อาทิ ประเด็นเรื่องการพัฒนา และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เคลื่อนไหวมานาน

ผมขอย้ำอีกครั้งว่า ความแท้ของการเคลื่อนไหวนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เท่ากับการพยายามอธิบายว่าเรื่องต่างๆมันบรรจบกันได้อย่างไร และมันผสานอยู่ด้วยกันได้อย่างไร

การอธิบายว่าเรื่องต่างๆมันผนึกประสานเข้าด้วยกันได้อย่างไรนั้น จะทำให้เราไม่อธิบายเรื่องทั้งหมดในแง่ของการอธิบายตามหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ

เอาละครับ ว่ามาเสียยืดยาว ความจริงแค่อยากจะบอกว่านับตั้งแต่เรื่องม็อบเสื้อเหลืองนั้นเป็นที่สนใจมากขึ้น ผมก็อดนึกถึงเพลง “เยลโล ซับมารีน” ของคณะสี่เต่าทองไม่ได้ทุกที

นึกถึงสารคดีเรื่อง “เมืองหมีน้อยเมื่อเดือนตุลา” (Berkeley in the 60s) ที่คำสัมภาษณ์ของผู้ร่วมขบวนการต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการแสดงความเห็นทางการเมือง สิทธิพลเมือง และการยุติสงครามเวียดนามนั้นมีพัฒนาการการของมันไปเรื่อยๆ

ผู้เข้าร่วมเหตุการณ์กล่าวว่าไม่เข้าใจว่าอยู่ดีๆนั้นเพลงที่ร้องในการชุมนุมก็กลายเป็นเพลง Yellow Submarine ไปได้อย่างไร

“ในเมืองที่ฉันเกิดมา ... มีชายคนหนึ่งที่ออกเรือไป ... เรือดำน้ำ ...
เราออกเรือไปด้วยกัน ... จนถึงทะเลสีเขียวคราม ... เราอยู่ใต้คลื่นเขียวคราม ... ในเรือดำน้ำสีเหลือง ...
เราอาศัยในเรือดำน้ำสีเหลือง ... (ซ้ำไปเรื่อยๆ)
เพื่อนๆของเราทุกคนอยู่ในเรือลำเดียวกับเรา ... อีกจำนวนมากอยู่ไม่ไกลจากเรา ... และดนตรีก็เริ่มบรรเลง
เราใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ... มีทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับเรา ... ท้องฟ้าสดใส ... ทะเลเขียวคราม ... ในเรือดำน้ำสีเหลืองของพวกเรา
เราอาศัยในเรือดำน้ำสีเหลือง ... (ซ้ำไปเรื่อยๆ) ...

เพลงดังกล่าวนี้เป็นตำนาน ... เป็นสัญลักษณ์ที่นำไปสู่ข้อถกเถียงในการตีความอันหลากหลาย

ในขบวนการเคลื่อนไหวสิทธิพลเมือง และยุติสงครามในช่วงนั้นรู้สึกมีความสุขกับการร้องเพลงนี้ ทั้งที่ไม่ได้มีความหมายในเพลงอย่างชัดเจน ... บ้างว่าเป็นเพลงที่สร้างสัญลักษณ์ใหม่ๆขึ้นมา การพูดถึงเรือดำน้ำ และสีเหลือง หมายถึงความสุขทางจิตใจ อันเนื่องมาจากเพลงดังกล่าวนี้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์การ์ตูนของสี่เต่าทอง ที่เจ้าเต่าทองทั้งสี่ตัว (คนไทยแปลชื่อวงนี้น่ารักดี) ต้องออกไปสู้กับบรรดาเจ้าตัวร้ายสีฟ้าที่ยึดครองเกาะเปปเปอร์ และดนตรีเท่านั้นที่จะปลดปล่อยผู้คนจากอำนาจเผด็จการดังกล่าว ... ในโลกที่ “ความรักเท่านั้นคือสิ่งที่คุณต้องการ”

ขณะที่สมาชิกสี่เต่าทองกล่าวว่าเพลงนี้แต่งขึ้นเพื่อให้จำง่าย เพราะใช้ประโยคง่ายๆไม่ซับซ้อน คล้ายกับเพลงของเด็ก
บางคนว่าเพลงนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สี่เต่าทองมีชื่อเสียง (ทะเลสีคราม ก็คือสี(น้ำ)เงิน) และพวกเขามักต้องพักอยู่ในห้องตามโรงแรม
ขณะที่คนหลายคนให้ทัศนะว่าเพลงดังกล่าวเกี่ยวพันกับเรื่องของยาเสพติด เพราะเรือดำน้ำสีเหลืองนั้นก็คือแคปซูลยานั่นเอง โดยเฉพาะเพลงนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ “ร่วมรักดีกว่าร่วมสงคราม”

ไม่ว่าเพลงดังกล่าวจะมีความหมายอย่างไร ประวัติของเพลงเยลโลซับมารีนทำให้เราพบว่า ผู้นำหรือผู้ผลิตเพลง กับ ผู้ฟัง นั้นไม่จำเป็นต้องมีความเห็นที่ตรงกัน หรือเป็นพวกเดียวกันด้วยซ้ำ เพลงที่ฮิตนั้นอาจมีที่มาจากบางสิ่งบางอย่างที่ผู้ฟังนั้นโหยหาและขาดหายไป

การสร้างสัญลักษณ์ร่วมกันอาจไม่ได้เกิดจากปัญญาและจิตสำนึก แต่อาจจะมาจากส่วนลึกๆในจิตใจ ซึ่งสะท้อนออกของการขาดหายไปของความหมายในชีวิต

มายาคติบางประการ อาทิเรื่องของพระราชอำนาจ อาจเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องการที่ยึดเหนี่ยว ในสภาวะสังคมที่คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าตนสูญเสียอำนาจ และไม่สามารถจัดการกับชีวิตของตนเองได้

การเมืองในแง่นี้จึงหมายถึงการแสวงหามายาคติร่วมกันที่จะหาความหมายให้แก่ชีวิต ให้รู้สึกว่าเราเป็นใคร และเราจะพัฒนาไปเป็นอะไร เราจะอยู่ร่วมกับคนอื่นๆอย่างไร

มายาคติดังกล่าวรวมไปถึงเรื่องของการบริโภคสื่อ “รู้ทัน” ในรูปแบบต่างๆในช่วงก่อนหน้านี้ เพราะความสำคัญอาจไม่ได้อยู่ในเนื้อหาของหนังสือ “รู้ทัน” หากแต่อยู่ในเรื่องของการประกาศว่า “รู้ทัน”

น่าแปลกประหลาดที่สิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญ และเสรีภาพทางเศรษฐกิจในประเด็นเรื่องการแข่งขันเสรีไม่มีที่ทางในม็อบเสื้อเหลืองแต่อย่างใด

การจะข้ามพ้นจากการเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่ายจึงน่าจะต้องไปให้ไกลกว่าการออกแบบรัฐธรรมนูญในฐานะกรงขังสัตว์ป่าและการควบคุม-ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ มาสู่การถามคำถามว่าการเมืองนั้นจะยกระดับจิตใจของคนทุกๆฝ่ายให้อยู่ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างไร

ในแง่ที่ดีนั้น การผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองของคนไม่กี่คนภายใต้กฏเกณฑ์ที่เราเชื่อว่าจะเสริมสร้างความเท่าเทียมนั้นทำให้เราเห็นว่า กฏเกณฑ์ในโลกนั้นไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ได้ทั้งหมด หากเราไม่มีความชัดเจนว่าเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร และยอมรับซึ่งกันและกัน

ผมไม่มีความหวังกับผู้นำทางการเมืองในทุกรูปแบบ ... แต่ผมมีความศรัทธาในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ...

... ในเรือดำน้ำสีเหลืองที่มีที่ว่างเพียงพอสำหรับคนทุกคน ...

ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ “เรื่องโม้ๆของนักเรียนนอก โดย เพี้ยน นักเรียนนอก” เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๗๐๗ ประจำวันศุกร์ที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๘



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter