ไปให้ไกลกว่าการปฏิรูปกฎหมายและรัฐธรรมนูญ
ถ้าคำว่า “การปฏิรูปการเมือง” นั้นเป็นคำที่ทุกคนพึงปรารถนาว่าจะเป็นทางออกของสังคม ผมเห็นว่าเรากำลังหลงทางขนาดหนักที่เชื่อว่า
๑. การปฏิรูปทางการเมืองเป็นมหกรรมในการร่างกฏหมายฉบับสุดยอดของโลกในแง่ที่เต็มไปด้วยกลไกจำนวนมากมายมหาศาลที่ดูเหมือนจะมีขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่เอาเข้าจริงแล้วประชาชนกับรู้สึกว่าตนไม่มีพลังสักเท่าไหร่ในการอยู่รอด ต่อสู้ และต่อรอง กับการเมืองในปัจจุบัน เพราะ “หน้าตัก” ที่ประชาชนมีในการต่อสู้นั้นมีน้อยกว่า “หน้าตัก” ที่เจ้าของบริษัทขนาดใหญ่ และรัฐบาลมี
ไม่ต้องไปดูกรณีที่ซับซ้อนอะไรมากนัก เอาแค่ดูง่ายๆว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ฟ้องเอ็นจีโอที่ออกมาโจมตีบริษัทของตนเป็นจำนวนเงินที่ใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด หรือหัวหน้ารัฐบาล(เคย)ฟ้องสื่อมวลชนในจำนวนเงินมากมายมหาศาลเหลือเกิน
๒. การปฏิรูปการเมืองที่เป็นมหกรรมรวมอรหันต์และผู้รู้ในการร่างกฏหมายนั้นเป็นมหกรรมที่มีวันสิ้นสุด และกฏเกณฑ์ที่ได้รับการร่างขึ้นใหม่ในกระบวนการปฏิรูปทางการเมืองนี้จะสามารถยั่งยืนต่อเนื่องยาวนานได้
ผมมีทัศนะต่อการปฏิรูปการเมืองดังนี้
๑. สาระสำคัญประการหนึ่งในการปฏิรูปการเมืองนั้นย่อมเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องกฏหมายอย่างแน่นอน ซึ่งรวมไปถึงเรื่องของการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญด้วย แต่การเปลี่ยนแปลงกฏหมายและรัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆเหมือนการซ่อมรถยนต์โดยการเปลี่ยนอะไหล่บางส่วน หรือเปลี่ยนทั้งคัน
๒. ในฐานะประชาชน เราไม่สามารถไว้ใจบุคคลากรทางกฏหมายในบ้านเมืองของเราได้เลยว่าความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในทางกฏหมายนั้นจะนำพาให้สังคมของเราและเศรษฐกิจ-การเมืองของเรานั้นข้ามพ้นไปจากปัญหาทางการเมืองที่เกิดในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องการใช้อำนาจของรัฐอย่างมากมายมหาศาลใน การมีผลประโยชน์ทับซ้อนของเพื่อนฝูง-ญาติโกโหติกาของผู้มีอำนาจในรัฐบาลในการเข้าถึงความมั่งคั่งในสังคมก่อนกลุ่มอื่นๆ และหลักประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน
อะไรคือสิ่งที่เราต้องการ?
๑. หนึ่งในประเด็นสำคัญของการปฏิรูปทางการเมืองคือการต่อสู้ ต่อรอง และทำความเข้าใจอย่างถอนรากถอนโคนกับ “ระบอบกฏหมาย” (ความเชื่อและปฏิบัติการที่ว่ากฏหมายเป็นที่มาของความชอบธรรมในการใช้อำนาจ) และ “ระบบกฏหมาย” (กระบวนการในรายละเอียดในเรื่องของการดำเนินคดี ฟ้องร้อง คุ้มครองด้วยกฏหมาย)
กฏหมายไม่ใช่เครื่องมือที่ปราศจากอคติและข้อจำกัดในการปฏิรูปการเมือง กฏหมายมีขีดจำกัด มีอคติ และที่สำคัญกฏหมาย(ทั้งที่ปรากฏเป็นตัวอักษร และกฏอื่นๆ และธรรมเนียม-วัฒนธรรมในการใช้และไม่ใช้กฏหมาย)ล้วนเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ทางอำนาจของสังคม ดังนั้นความเป็นกลางของกฏหมายนั้นจึงเป็นเพียงวิธีคิดเดียวของสำนักกฏหมายหนึ่งมากกว่าความจริงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
ส่วนที่โดดเด่นที่สุดของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นไม่ใช่ความเป็นกฏหมายที่มีเหตุมีผล หรือหน้าตาโครงสร้างกายวิภาคที่งดงามขนาดส่งประกวดกับกฏหมายอื่นๆในโลก หรือการอธิบายว่ารัฐธรรมนูญนั้นดีอยู่แล้วแต่คนใช้ไม่ดีพอ หากแต่รัฐธรรมนูญในปัจจุบันนั้นเป็น “พื้นที่” ที่ “บรรจุ” ความมุ่งหวังหลากหลายประการ และอคติ(ทั้งในด้านบวกและลบ) อันมหาศาลอยู่ในรัฐธรรมนูญดังกล่าว ที่อาจจะขัดแย้งกันเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากกว่ามาประเมินว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีพอหรือไม่
เราจึงมีนายทุนตัวใหญ่ที่เข้ายึดกุมอำนาจรัฐด้วยกฏเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญดังกล่าวเอื้อไว้ให้
และมีเนติ(บริ)กรอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาทำหน้าที่เหมือนทนายจากบริษัทกฏหมายเพื่อปกป้องรัฐบาลดังกล่าวราวกับปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทเอกชน
เรามีบริษัททุนขนาดใหญ่ที่ใช้อคติข้อที่ส่งเสริมเศรษฐกิจเสรีเอาเปรียบผู้บริโภคและคู่แข่งที่หน้าตักน้อยกว่า
และเรามีผู้นำในรัฐบาลจำนวนหนึ่งที่จบการศึกษาด้านการบริหารการยุติธรรม ซึ่งให้ความสนใจในเทคนิคและวิธีการบังคับใช้กฏหมาย มากกว่ายกระดับความเข้าใจกับสังคม หรือประกาศจุดยืนของตนออกมาว่า “กฏหมาย” และ “ความยุติธรรม” คืออะไร และเขาเหล่านั้นมีทัศนคติในเรื่องของความยุติธรรมอย่างไร
๒. การปฏิรูปการเมืองจะดำเนินไปได้ด้วยการมีนักกฏหมายและสำนักกฏหมายที่ยืนเคียงข้างประชาชน และกลุ่มพลังทางสังคมกลุ่มอื่นๆที่ไม่ใช่นักกฏหมายของรัฐบาล รัฐบาลที่ใช้กฏหมายราวกับเครื่องมือที่ไม่มีปัญหาใดๆ และนักกฏหมายของบริษัทเอกชน เราต้องการนักกฏหมายของประชาชน นักกฏหมายของคนชายขอบ นักกฏหมายของกลุ่มคนที่ถูกเอาเปรียบ กดขี่ ขูดรีด และครอบงำ มาต่อสู้ต่อรองกับนักกฏหมายของรัฐและของทุน
เราจึงไม่ต้องการศาสตราจารย์ทางนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ที่เชื่อว่าตนสามารถออกแบบพิมพ์เขียวของการเมืองและสังคมได้ เราไม่ต้องการ “ความเชี่ยวชาญ” แต่เราต้องการ “ขบถ” ในทางปัญญาและนักต่อสู้ทางสังคมที่เปิดโปงให้เห็นขีดจำกัดของกฏหมาย และยอมรับว่าการปฏิรูปการเมืองคือการต่อสู้ต่อรองที่ดำเนินไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และเขาเหล่านั้นกล้าที่จะประกาศจุดยืนทางการเมืองของพวกเขามากกว่าอ้างความเชี่ยวชาญ เป็นกลาง และหวังดี.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันพุธที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๘ หน้า ๔



