ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องจำนวน
ขอร้องเถอะครับ
เลิกให้เหตุผลทางการเมืองกับเรื่องจำนวนสักที ประชาธิปไตยมันถึงจะก้าวหน้าและลึกซึ้งกว่านี้
จำนวนของผู้มีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในกิจกรรมทางการเมือง และสามารถวัดค่าหรือนับได้
แต่จำนวนของผู้มีส่วนร่วมทางการเมืองไม่ใช่ตัวชี้ขาดทางการเมือง และในการกำหนดการตัดสินใจทางการเมือง
พูดง่ายๆว่าม็อบสนธิ ม็อบน้าหมัก กับการเมืองประชานิยมของนายกแม้วนั้นวางอยู่บนตรรกะทางการเมืองชุดเดียวกัน
นั่นก็คือ ใครระดมคนได้มากกว่า คนนั้นก็ชนะ และได้ความชอบธรรมทางการเมือง
ประชาธิปไตยบนท้องถนนในแบบเก่านี้เป็นประชาธิปไตยแบบล้าหลังทั้งสิ้น เพราะเป็นประชาธิปไตยที่เน้นอยู่ที่ตัวผู้นำขบวนการที่อ้างอิงได้ว่าตนนั้นสามารถรู้ถึงผลประโยชน์ของผู้ตามหรือประชาชนได้
เป็นประชาธิปไตยแบบจากบนสู่ล่าง และรองรับด้วยคำพูดที่ดูมีน้ำหนักว่า “ประชาชนเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์” ในที่สุด
เป็นประชาธิปไตยที่เชื่อว่าข้อมูลใครมากกว่าชนะ ข้อมูลยิ่งมากยิ่งดี
เป็นประชาธิปไตยที่เชื่อว่าประชาชนเป็นผู้บริโภคข่าวสารที่มีเหตุมีผล รับข่าวเข้าไป แล้วจึงตัดสินใจออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง
เป็นประชาธิปไตยแนวยาชูกำลัง ... คือพูดกันเร็วๆรัวๆท้ายประโยคว่า ห้ามดื่มเกินวันละสองขวด และจงเสพข่าวสารอย่างมีสติ
เราจึงเจอวิธีการแบบซื่อบื้อจากรัฐบาลทุกครั้งเมื่อผลของโพลไม่เป็นไปในแนวทางสนับสนุนรัฐบาลว่า ... พวกนี้เป็นเสียงส่วนน้อย ไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ เราเป็นรัฐบาลของเสียงส่วนใหญ่
ประชาธิปไตยแบบเหมาโหลนี้เองที่ทำให้การเมืองไทยไม่พัฒนา และตื้นเขิน
ประการแรก การเมืองแบบนี้เป็นการเมืองที่ไม่มีที่ว่างให้กับเรื่องของความหลากหลาย เป็นการเมืองที่ว่าด้วยเรื่องของความเหมือน ไม่เข้าใจเรื่องความแตกต่างและการอยู่ร่วมกันนอกเหนือไปจากการเรียกร้องที่เอาตัวเองขึ้นเป็นที่ตั้งและเอาตัวเองมาตัดสินว่าถูกกว่า
ชาตินี้ ชาติหน้า และอีกสิบชาติก็แก้ปัญหาภาคใต้ไม่ได้
ไม่ใช่ว่าผมรู้ทางออกว่าแก้ปัญหาภาคใต้ได้นะครับ แต่อย่างน้อยปัญหาภาคใต้ไม่ใช่เรื่องของจำนวน และไม่ใช่เรื่องของความถูกกว่า แต่ปัญหาคือจะอยู่ร่วมกันอย่างไร จะเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างไร (ไม่ต้องเริ่มคิดด้วยซ้ำว่าว่าจะแยกกันได้จริงหรือเปล่า เพราะเราเองก็ไม่เคยอยู่กับเพื่อนบ้านได้สักที)
ประการที่สอง การเมืองแบบ “มาตามนัด” แบบนี้มันเชยครับ “ชาวบ้าน” เขาไปไกลกว่านั้นมาเป็นสิบปีแล้ว ... รู้จักไหมสมัชชาคนจนหน่ะครับ พวกเขาไม่ได้นัดมาเจอกันในฐานะมหกรรมการเมืองผสมความบันเทิง แต่เขารวมตัวกันเพื่อนำเสนอปัญหาที่เขาเผชิญซึ่งมีอยู่มากมาย ซับซ้อน และเป็นปัญหาในระดับโครงสร้างที่เขาเข้าใจเป็นอย่างดี การจัดองค์กรของคนจนในฐานะเครือข่ายนั้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กว้างขวางครอบคลุมกว่าและลึกซึ้งในประเด็นปัญหาระดับโครงสร้างมากกว่า
ชาวบ้านเขาพัฒนาไปไกลแล้ว ผมถามว่าเรายังเล่นการเมืองแบบลากคนชั้นกลางมาเสพข้อมูลจากแหล่งเดียวอย่างนี้อีกหรือ ... โตขนาดนี้แล้วยังไม่รู้อีกเหรอว่าตนเองได้รับผลกระทบอะไรจากการดำรงอยู่ของระบอบทักษิณและระบอบทุนนิยม อธิบายจากชีวิตและประสบการณ์ของตัวเองไม่ได้เหรอ? ... สื่อถูกแทรกแซงหรือผลประโยชน์รายวันมันบังตา?
ดังนั้นเลิกนับหัวกันหรืออ้างกันว่ามีการจัดตั้งม็อบจะดีกว่า หันมาลองเอาไมค์มาจ่อปากคนที่เข้าไปร่วมสิครับ จะได้รู้ว่าระดับของความมั่งคั่งและระดับของการศึกษาของคนที่เข้ามาร่วมม็อบนั้นอาจจะไม่ได้แปรผันไปในทางเดียวกันความเข้าใจว่าตนเองนั้นได้รับผลกระทบอะไรจากระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมแต่อย่างใด เมื่อเทียบกับสิ่งที่คนเหล่านี้มองว่าเป็นม็อบชาวบ้าน
อ่านการแสดงความคิดให้ในเว็บสิครับ มันสะท้อนว่าสังคมนี้จะอยู่กันได้ไหม ไม่ว่าใครจะอยู่ใครจะไป ใครจะผิดใครจะถูก นับกันอยู่ได้จำนวนนี่หน่ะ
ประชาธิปไตยในขั้นต่อไปเป็นเรื่องของคุณภาพ เป็นเรื่องของการอยู่ร่วมกัน มิใช่เรื่องจำนวนในฐานะตัวกำหนดความแท้
สรุปว่า ไม่ออกมาก็ไม่ได้ ออกมาก็อายเขา เพราะ “คนอื่น” เขาไปไกลกว่านี้ตั้งนานแล้ว ... เอายังไงดีหล่ะวุ๊ย ... งงไปหมดแล้ว (มี “ใคร” ช่วยบอกที ... อ้าวไหนว่าตัดสินใจได้เองไง?)
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน คมชัดลึก วันพุธที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๔๕ หน้า ๔



