ตัวจริง
- พิมพกา โตวิระ -
เพิ่งได้มีโอกาสไปสัมผัสเทศกาลภาพยนตร์สารคดี ที่บรรดาผองเพื่อนแวดวงเทศกาลต่างยกนิ้วว่าเป็นเทศกาลภาพยนตร์สารคดีที่สำคัญแห่งหนึ่งในโลก
ไม่ใกล้ไม่ไกล ที่เมืองยามากาตะ ประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง
เทศกาลนี้เขาจัดกันสองปีครั้ง เนื่องจากคนจัดเล็งเห็นว่าในบรรดางานภาพยนตร์ แนวสารคดีดูจะได้รับความสนใจจากผู้สร้างน้อยที่สุด ปีหนึ่งๆ มีคนทำแค่หยิบมือเดียว สองปีครั้งน่าจะได้ผลงานคัดสรรที่น่าตื่นตาตื่นใจมากกว่า
อันที่จริง เทศกาลนี้เขาแบ่งสายประกวดเป็นสองสาย คือสายหลัก International Competition และสายรอง New Asian Currents หนังสารคดีในสายหลักจะคัดสรรหนังที่ผู้สร้างมีผลงานอันเยี่ยมยอดแกร่งวิทยายุทธ์ จนมีชื่อเสียงอย่างไม่ต้องสงสัย หนังเรื่องแรกของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เรื่อง Mysterious Object at Noon ก็เคยขึ้นเทียบคว้ารางวัลจากสายนี้ ขณะที่สายรองนั้นให้ความสำคัญกับผลงานสร้างภาพยนตร์ของคนรุ่นใหม่ที่อาจจะยังไม่สมบูรณ์แต่ก็โดดเด้งจนน่าจะให้รางวัลเป็นการให้กำลังใจ ต่อยอดเส้นทางสายนี้ต่อไป
เมื่อได้เทียบเชิญอิเล็กทรอนิกส์จากเทศกาลให้ไปเป็นกรรมการตัดสินในสายประกวด New Asian Currents ฉันรีบตอบรับคำเชิญมือไม้สั่น ด้วยความรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้รับประสบการณ์ที่มีเกียรติเช่นนี้ อีกทั้งการได้สัมผัสสุดยอดของหนังสารคดีระดับนานาชาตินี้ ถือว่าไม่เพียงเปิดโลกทัศน์ที่มีอยู่อันน้อยนิดต่อหนังสารคดี ยังทำให้มองโลกของภาพยนตร์ด้วยความรู้สึกเจิดจ้าอย่างที่ไม่เคยมาก่อน
ถ้าใครคิดว่าเทศกาลนี้จะปูพรมแดง มีแสงระยิบระยับของแสงแฟลชและชุดราตรี ตามอย่างเทศกาลใหญ่นั้น ก็ขอชี้ว่าจงไปทางอื่นเถิด เพราะที่นี่ไม่เพียงจะเป็นเทศกาลขนาดเล็ก มีโรงฉายแค่สี่โรง เมืองที่จัดเทศกาลนี้ก็เล็กแสนเล็ก เรียกตามประสาคนญี่ปุ่น คือ เมืองบ้านนอกนั่นเอง
ก็น่าแปลกที่เมืองเล็กแบบนี้ได้ตอกหมุดสำคัญของผืนหน้าประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก ทำให้นึกถึงเทศกาลภาพยนตร์สั้นที่สำคัญแห่งหนึ่งในยุโรปที่จัดกันมากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว และเป็นสถานที่ที่เปลี่ยนโฉมหน้าให้แก่วงการหนังเยอรมันรุ่นใหม่ (New German Cinema) ในทศวรรษ 1970 จุดกำเนิดก็เกิดที่เมืองบ้านนอกที่ชื่อ โอเบอร์เฮาส์เซ่น (Oberhausen)
เช่นเดียวกันกับ เมืองยามากาตะ การควานหาตำแหน่งของเมืองโอเบอร์เฮาส์เซ่นบนแผนที่ประเทศเยอรมนีก็ยากเย็นแสนเข็ญ เมืองไทยน่าจะเอาอย่างบ้าง ไหนๆ เราก็พยายามเป็นแบบคานส์ แบบปูซาน เราก็น่าจะมีเทศกาลหนังหนองบัวลำภู ทุ่งกุลาร้องไห้ มีกันครบทุกแบบตามแบบฉบับพลเมืองเทศกาลภาพยนตร์โลกที่ดี
จากเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องน้ำพุร้อน ได้กลายเป็นเสาหลัก คาน และหลังคาให้แก่ภาพยนตร์สารคดีนานาชาติ นับตั้งแต่ปี 1989 โดยหนึ่งในแรงผลักดันของการก่อตั้งเทศกาลนี้ คือผู้กำกับสารคดีคนสำคัญของญี่ปุ่น ที่ชื่อ โอกาวา ชินซูเกะ (Ogawa Shinsuke)
โอกาวา ชินซูเกะ ถือเป็นหัวหอกสำคัญต่อการสร้างหนังสารคดีของญี่ปุ่นในทศวรรษที่ 60 ผลงานที่เลื่องชื่อที่สุดของเขาคือ A Summer in Narita (1968) เป็นหนังสารคดีที่แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ของชาวนาเมื่อที่ดินที่พวกเขาอยู่กันมาหลายชั่วอายุคนกำลังถูกรัฐบาลไปสร้างสนามบินนาริตะ
ไม่เพียงจุดประกายและขับเคลื่อนให้แก่นักสร้างสารคดีรุ่นใหม่ เมื่อโอกาวา ชินซูเกะ ได้ย้ายไปพำนักที่เมืองยามากาตะจนถึงบั้นปลายแห่งชีวิต เมืองแห่งท้องถิ่นชนบท รากเหง้าของชาวนาและการทำกสิกรรม ก็ได้กลายมาเป็นเวทีที่สำคัญยิ่งต่อวงการหนังสารคดีในเวลาต่อมา
ในบรรดาหนังที่สร้างกันหลายพันหลายหมื่นเรื่องหลายรูปแบบในโลกนี้ หนังสารคดีคงเปรียบดั่งลูกเมียน้อย และคงเป็นลูกคนที่เมียน้อยรักน้อยที่สุดด้วย เพราะต้นกำเนิดของงานสารคดีที่มาจากความคิดในการบันทึกความจริง เล่าเรื่องราวจริง ฟังดูจริงจังเปี่ยมสาระ ห่างไกลจากฟากที่เปี่ยมไปด้วยสีสันแห่งความบันเทิง จึงกลายเป็นยาขมที่คนส่วนมากเมินหน้าหนี
ยิ่งในความรู้สึกของคนส่วนมาก ที่เข้าใจว่ารูปแบบของหนังสารคดีควรน่าจะใกล้เคียงกับงานรายงานข่าว เลยเหมารวมว่าควรพำนักในจอแก้ว ไม่ควรจะมีโอกาสเผยตัวบนจอเงิน ก็ยิ่งสกัดกั้นให้ทางออกต่อเวทีของหนังสารคดีแคบลงไปอีก ทั้งๆ ที่หนังสารคดีในปัจจุบันนั้นก้าวข้ามรูปแบบงานอย่างสารคดีเชิงข่าวหรือสารคดีเชิงสัตว์ป่าเขาลำเนาไพรมาหลายทศวรรษแล้ว
ที่สำคัญ หนังสารคดีคือประเภทหนึ่งของภาพยนตร์ ที่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน หนังไม่มีทางเป็น “ความจริง”
หนังทำได้มากที่สุดคือ สร้างความจริง ซึ่งก็แล้วแต่ว่าเป็นความจริงของใคร
ฉะนั้น โลกของหนังสารคดีในปัจจุบันนั้น จึงก้าวข้ามเส้นแบ่งที่ถูกขีดไว้แต่อ้อนแต่ออกว่าให้บันทึกหรือถ่ายทอดภาพจริง ได้พัฒนาและคลี่คลายมาสู่สภาพไร้พรมแดนของงานสร้างในปัจจุบัน ที่สารคดีในบางเรื่องเร้าอารมณ์ให้หัวเราะกลิ้งน้ำตาเล็ดไม่ต่างจากหนังบันเทิงอื่นๆ
ยิ่งนับวัน ยิ่งเทคโนโลยีกล้องดิจิตอลใกล้สู่สภาพสำเร็จรูปมากขึ้น หาซื้อง่าย หยิบจับถ่ายได้ง่าย ชีวิตจริงได้ถูกจับให้กลายเป็นหนังมากขึ้น ง่ายขึ้น จึงมีปรากฎการณ์ที่สำคัญเกิดขึ้นในการสร้างหนังสารคดีในทศวรรษนี้ คือ หนังสารคดีกว่าครึ่งมีแนวโน้มที่จะสร้างเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง
ความเป็นตัวเอง มีไล่ตั้งแต่ ชีวิตของตนเอง ไปยังชีวิตของพ่อ, แม่, ญาติ พี่น้อง, ชีวิตของญาติของญาติของเพื่อนญาติ เนื้อหาเหล่านี้ คือสิ่งที่ผู้สร้างส่วนใหญ่มองเห็นว่า ความเป็นส่วนตัวนั้น สามารถนำไปสู่ประเด็นการถกเถียงของสังคมได้
กว่าครึ่งของหนังในสายที่ฉันเป็นกรรมการเป็นเรื่องของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น เรื่อง The Cheese &The Worms และ Dear Pyongyang ทั้งสองเรื่องเหมือนกันคือ เป็นผู้กำกับผู้หญิงและเล่าเรื่องของคนในครอบครัวตนเอง
ใน The Cheese &The Worms เล่าเรื่องคนสามคน คือ ตัวเธอ แม่ของเธอ และยายของเธอ ในขณะที่แม่ผู้เป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายใช้ชีวิตอย่างเดิมที่เปี่ยมสุขและมองเห็นความจริงที่รออยู่ข้างหน้าอย่างปกติที่สุด ตัวเธอเฝ้ามองความเจ็บป่วยของแม่ในช่วงสุดท้ายอย่างไม่ฟูมฟาย พยายามเข้าใจแม่และตัวเองที่ต้องผ่านจุดสุดท้าย ขณะที่ยายมองชีวิตลูกสาว และเผื่อไปถึงหลานสาวด้วยความเศร้าใจ ผู้หญิงสามคน สามรุ่นพยายามเข้าใจความตาย ทั้งสามจะเข้าใจเหมือนกันหรือไม่ คงไม่ใช่คำตอบ แต่การมองดูโลกของครอบครัวเล็กๆ ที่เปราะบางแต่พยายามประคับประคองของผู้หญิงทั้งสามรุ่นนั้น ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะเข้าใจไม่ได้
ขณะที่ Dear Pyongyang เต็มไปด้วยภูมิหลังของครอบครัวของผู้กำกับ ที่เป็นคนเกาหลีเหนือ แต่พ่อแม่ได้ย้ายมาอยู่ญี่ปุ่นตั้งแต่ก่อนเธอเกิด ความขัดแย้งของเธอและพ่อมีรากเหง้ามาจากความเป็นคนเกาหลีสองรุ่นที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองต่างกัน การใช้ชีวิตต่างกัน การเป็นคนต่างชาติที่ไม่ได้อยู่ในประเทศของตนเอง แต่ท้ายสุดปัญหาความขัดแย้งของพ่อลูกคู่นี้ก็ดูคลี่คลายลงไปอย่างง่ายดาย
แม้แต่เรื่องปมชีวิตของตนเอง ได้กลายมาเป็นหนังสารคดีจากไต้หวัน เรื่อง The Spirit of 8 ผู้กำกับขุดคุ้ยลึกลงไปในใจของตัวเองและเปิดเผยแผลที่กัดหนองหลอกหลอนเขามาตั้งแต่ยังเด็กจนโต หนังติดตามการเดินทางไปหาผู้คนต่างๆ ที่เป็นต้นเหตุทำให้เขาช้ำใจ มีหลายๆ ช่วง เราเห็นการประจันหน้าระหว่างเขาและผู้คนที่หลอนหลอนเขาในอดีต แต่ท้ายสุดการเผยแผลนี้ อาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเขามากนัก แต่หนังมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการบำบัดทางจิตใจของผู้สร้างได้อย่างไม่รู้ตัว
แต่ใช่ว่า เทศกาลนี้จะเลือกแต่หนังสารคดีในแนวนี้ แต่นี่คือแนวโน้มหนึ่งที่โดดเด่น และทำให้เกิดการพูดคุยกันหลากหลายในวงกว้าง ในเทศกาลนี้ยังมีสารคดีชั้นดีที่พาคนดูไปยังดินแดนและเรื่องราวต่างๆ อาทิ President Mir Qanbarหนังสารคดีจากอิหร่าน เป็นหนังที่ทำง่ายๆ เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ด้วยการติดตามผู้ชายแก่คนหนึ่งในดินแดนกันดาร ผู้ใฝ่ฝันจะเป็นประธานาธิบดีของอิหร่าน
หรือหนังสารคดีจากอิสราเอลเรื่อง Garden ที่ฉายให้เห็นความสัมพันธ์อีกรูปแบบหนึ่งของปัญหาชาวปาเลสไตน์และอิสราเอลผ่านเรื่องจริงของผู้ชายขายตัวชาวอาหรับ
นอกเหนือจากนี้ มีหนังไทยสองเรื่องได้รับการคัดเลือกให้ฉายในสายประกวด New Asian Currents คือเรื่อง อย่าลืมฉัน สารคดีการเมืองของ มนัสศักดิ์ ดอกไม้ ส่วนอีกเรื่องแม้จะสร้างโดยผู้กำกับหญิงชาวญี่ปุ่น Naoi Riyo แต่ขอถือว่าเป็นหนังไทยด้วย คือ Yesterday Today Tomorrow สารคดีที่ถ่ายทอดเรื่องราวแสนสะเทือนใจของคู่ชีวิตที่ตกอยู่ในภาวะเป็นเอดส์ในเมืองไทย
เนื่องจากต้องมีภาระในการดูหนัง 26 เรื่อง ตลอดทั้งเทศกาล ทำให้พลาดหนังในสายประกวดหลักไปอย่างน่าเสียดาย อย่างเช่น The People of Angkor ผลงานของผู้กำกับสารคดีชาวกัมพูชา Rithy Pahn ผู้ที่มีผลงานสารคดีก่อนหน้าแสนสุดยอดอย่าง S21, the Khmer Rouge Killing Machine (2001) นอกจากนี้ยังมี Before the Flood ผลงานมาแรงที่กวาดรางวัลมากมายของ Li Yifan และ Yan Yu และผลงานสารคดีในสายโปรแกรมพิเศษอีกสองสามโปรแกรม
7 วันในยามากาตะ ถ้าเปรียบเป็นการเดินทาง อาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวน้อยนิดที่ได้สัมผัสเมือง หรือเรื่องราวของผู้คนในเมือง แต่เจ็ดวันนี้เป็นการเดินทางอย่างหนักของฉันในการสัมผัสหนังสารคดีที่เข้มข้นและจริงใจ และคุ้มค่าที่สุดในฐานะคนทำหนัง



