แดดบ่ายในร้านกาแฟกับ พจนาถ พจนาพิทักษ์

- เผ่าจ้าว กำลังใจดี เรื่อง กิตติศักดิ์ ทวีกิจภิญโญ ภาพ -


เห็นชื่อ พจนาถ พจนาพิทักษ์ บางคนรู้ว่า เขาคือกวีและนักเขียน

แต่บางคนรู้ว่าเขาเป็นนักร้องนักดนตรีเคยออกอัลบั้มมาแล้วด้วย

และก็ยังมีบางคนที่รู้ว่าเขาเป็นทั้งสองอย่าง

แต่อีกหลายคน ไม่รู้ว่าเขาคือใคร!

แดดบ่ายทำงานแรงจนเหงื่อกาฬไหลหลั่งราวกับเขื่อนแตก เรานัดหมายเอก-พจนาถ พจนาพิทักษ์ ไปนั่งคุยกันในร้านกาแฟแห่งหนึ่งในย่านชอปปิ้งอย่าง สยาม ดิสคัฟเวอรี กาแฟรสชาติดี แต่ก็ไม่เท่าการสนทนาที่คล่องคอยิ่งกว่า ศิลปินหนุ่มเพิ่งออกอัลบั้มชุดใหม่ชื่อ ‘ในร้านหนังสือชื่อความหลัง’ ที่ทำเองขายเองตามแบบฉบับ ‘อินดี้-ใต้ดิน’ ขนานแท้ แต่ครั้งหนึ่งในระหว่างการสนทนา พจนาถ จิบกาแฟก่อนจะเผยว่า ใช่ว่าเขาไม่อยากทำเพลงกับค่าย

อะไรทำให้เขากล่าวแบบนั้น พจนาถ มีความคิดและความเชื่อในเรื่องต่างๆ ในรูปแบบไหน บางทีแดดบ่ายที่กำลังแทงทะลุผ่านกระจกมายังพื้นผิวของเขานั้น อาจยังไม่ร้อนเร่าเท่าสิ่งที่คุณกำลังจะได้อ่านในบรรทัดต่อไปนี้


ตอนนี้หลักๆ คุณทำอะไรอยู่บ้าง?

ก็พยายามจะทำอัลบั้มใหม่ หลังจาก ‘ในร้านหนังสือชื่อความหลัง’ ซึ่งเป็นชุดที่ 3 ตอนแรกผมคิดว่าจะทำ ‘ในร้านหนังสือชื่อความหลัง’ ด้วยระบบใต้ดินเต็มตัว ในแง่การผลิตเนี่ยมันเป็นใต้ดินร้อยเปอร์เซ็นต์ เราทำร่วมกับร้านเล่าที่เชียงใหม่ ส่วนผมก็พยายามไปตามสถาบันองค์กรต่างๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ แต่ดูเหมือนทางร้านเล่าเองจะมีสิ่งที่จะต้องทำมากกว่าในแง่ของการเป็นร้านหนังสือ ก็เลยคิดว่าคงไม่ได้ทำอย่างที่ต้องการ เพราะฉะนั้นอัลบั้มนี้มันก็เลยเป็นอัลบั้มที่ออกมาเงียบๆ และก็คงจะอยู่อย่างเงียบๆ ซึมๆ รอผู้ที่จะไปค้นพบอย่างบังเอิญต่อไป ส่วนอนาคตผมก็คิดจะทำอัลบั้มชุดใหม่ต่อไปแต่อยากจะลองมาทำข้างบนดินบ้าง เพราะทำใต้ดินมาจนเบื่อแล้ว เป็นข้างบนที่เราก็มีเงื่อนไขและเรื่องมากอยู่พอสมควร แต่ไม่เอาแกรมมี่แน่ๆ

ทำไม แกรมมี่ ผิดตรงไหน?

จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องของประสบการณ์ทางการสัมผัสบวกกับทัศนคติของตัวเอง ผมรู้สึกว่าจุดยืนของผมกับแกรมมี่อยู่คนละฝั่งกันเลย แม้เขาจะเป็นสื่อบันเทิงเหมือนที่อื่นๆ อาร์ เอสฯ ก็เป็นสื่อบันเทิง ใครๆ ก็เป็นสื่อบันเทิง แต่แกรมมี่เป็นสื่อบันเทิงที่มีจุดยืนที่ชัดเจนมากๆ ในการพยายามทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและละเลยคนส่วนใหญ่ ตัวอย่างง่ายๆ เลยก็คือกรณีมติชน ซึ่งตัวผมเองก็ไม่ได้ศรัทธามติชนนะแต่จากกรณีของมติชน เราพอจะเห็นจุดยืนของแกรมมี่ได้ชัดมาก กลายเป็นนายทุนที่พยายามจะเอาแต่ผลประโยชน์ ถึงแม้ว่าส่วนคนทำเพลงมันจะแยกกันอยู่คนละส่วนกับผู้บริหารนะ จริงๆ ใต้ชายคาแกรมมี่มีคนทำเพลงดีๆ เยอะ ซึ่งเขาอาจจะไม่เห็นด้วยกับทีมบริหารก็ได้ แต่ผมว่ามันป่วยการว่ะถ้าจะบอกว่าเราทำความดีแม้ผู้ที่ให้เงินเดือนเราจะหาเงินมาจากจุดยืนที่มันไม่ดี มันจะหาความนับถือให้กับตัวเองได้ไหม นี่ผมไม่ได้บอกว่าคนที่อยู่ใต้ปีกของแกรมมี่จะไม่ดีนะ แต่ถ้าให้เราเป็นคนหนึ่งในนั้น เราไม่เอา มันเป็นเงื่อนไขของเราเอง

ถ้าบอกว่าไม่แกรมมี่ และ อาร์เอสฯ ล่ะ เอาไหม

อย่างน้อยจุดยืนของ อาร์เอสฯ เนี่ย เป็นจุดยืนที่มีความชอบธรรม ในทางสังคมเนี่ย อาร์เอสฯ ก็เป็นแค่พ่อค้าที่ชัดเจนว่าจะขายของ ไม่ค่อยได้เห็นภาพที่เขาเข้าไปแทรกแซง หรือพยายามทำตัวเป็นเจ้าประเทศ

หมายความว่าคุณไม่ได้ปฏิเสธพ่อค้า แต่ไม่อยากไปอยู่กับพ่อค้าที่กำลังรุกคืบสังคม?

ใช่ มันคือการครอบงำ ผมเคยเขียนบทความในหนังสือเกี่ยวกับการเมืองชื่อ ‘โพลิติก’ ตอนนั้นกำลังมีปัญหาเรื่องเพลงชาติเวอร์ชั่นของแกรมมี่น่ะ ผมเขียนบทความชื่อ ‘เพลงชาติประเทศแกรมมี่’ เพื่อสะท้อนว่าแกรมมี่กำลังยโสโอหังและผยอง จริงๆ แล้วเขาไม่ถึงขนาดจะเปลี่ยนประเทศไทยหรอกนะ แต่ผมคิดว่าแกรมมี่คงคิดว่าตัวเองมีศักยภาพพอที่จะสร้างไลฟ์สไตล์ใหม่ของประเทศไทยให้เป็นแบบแกรมมี่ได้ เขามีสื่อทุกอย่าง เริ่มจากเพลง ต่อไปก็ทำหนัง ทำแมกกาซีน ทำพ็อกเก็ตบุ๊ค ทำทีวี ทำวิทยุ มันก็อดไม่ได้ที่จะเท้าความมาถึงนายกรัฐมนตรีที่กำลังมีปัญหา เรามีคนอย่างนี้อยู่บนโลกใบนี้แล้วจะอยู่กันได้ยังไง ในเมื่อคนเล็กๆ มันถูกถีบ ไม่ใช่แค่ถูกถีบเข้าไปอยู่ในมุมนะ ถูกถีบเข้าไปอยู่ใต้ดินยิ่งกว่าใต้ดินอีก ต้องพูดชัดๆ ว่าไม่มีน้ำใจเลย เออ แต่การประกาศตัวเองว่ามีน้ำใจ อย่างการสร้างค่ายอินดี้อย่างสนามหลวงขึ้นมา ผมก็ว่ามันมีความไม่จริงใจปนอยู่

ยังไง

คือสนามหลวงบอกว่าจะขายให้ แต่เราไม่ได้ค่ามาสเตอร์นะ ขายได้ก็มาแบ่งกัน แต่ไม่มีโปรโมท ไม่มีสื่อ ไม่มีอะไรทั้งสิ้น คือขายให้ ออกให้ในนามแกรมมี่ ผมรู้สึกว่ามันมีประโยชน์อะไรหรือ ค่าผลิตก็ไม่ออกให้ แต่ขายให้อย่างเดียว พอได้เงินกลับแบ่งกันครึ่ง ทั้งๆ ที่เราต้องลงทุนออกค่าผลิต ในสนามหลวงตอนนี้ศิลปินก็ลงทุนเองใช่ไหม ผมรู้สึกว่าถ้าเป็นอย่างนี้เราปั๊มทีละ 1000 แผ่น 500 แผ่นขายเองไม่ดีกว่าเหรอ ผมมีความรู้สึกว่าอะไรจะมาเป็นเสือนอนกินกันขนาดนี้เลยเหรอ จับเสือมือเปล่ากันอย่างนี้เลยเหรอ นี่ผมคิดอย่างนี้นะ คนอื่นอาจจะไม่คิดอย่างนี้ก็แล้วแต่เขา น้องๆ ที่ไปออกกับสนามหลวงเนี่ยเขาก็คงมีเหตุผลต่างๆ นานาของเขานะ แต่สิ่งหนึ่งที่คนทำงานเพลงจะรู้หรือไม่ก็คือว่า เมื่อเราไปอยู่ในค่ายที่มีทุกอย่าง เขาจะเป็นคนจัดระบบที่เราไม่สามารถตรวจสอบอะไรได้เลยนะ ถ้าขอดูยอดเทป เขาก็จะเอายอดขายให้เราดูนะว่าในเดือนนี้ผลิตได้เท่านี้และขายได้เท่านี้ แต่คำถามคือเราเชื่อได้แค่ไหนล่ะ แต่ว่าศิลปินก็คือนักฝันน่ะ ในทุกวงการไม่ว่าจะเป็นเพลง ศิลปะหรือว่าหนังสือมันมีนักฝันเกิดขึ้นทุกวัน เมื่อคนมีความฝันก็อยากจะเอาความฝันออกมาทำให้เป็นจริงก่อน ที่เหลือค่อยว่ากัน แล้วไอ้ความฝันที่ไร้เดียงสาเหล่านี้มันหล่อเลี้ยงความฉ้อฉลให้งอกงามและสร้างเครือข่ายขึ้นมาเพื่อดึงเอาความฝันสวยงามของคนหนุ่มสาวที่เพียรทำมาตลอดมาทำลายทิ้ง

แล้วอย่างนี้ถ้านักฝันรุ่นใหม่ๆ ฟังคุณ พวกเขาไม่ท้อหมดเหรอ?

ก็มันจริงนี่ ถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมาผมสิ้นหวัง แต่ถ้าถามว่านักฝันควรจะทำยังไงดี ก็คือไม่มีคำตอบ เพราะมันไม่มีทางเลือก เพราะฉะนั้นนักฝันถ้าจะทำก็ขอให้รู้ด้วยว่ามันเป็นอย่างนี้นะเว้ย ไม่ใช่ทำแล้วคิดว่าเขาโอเค แล้วเราก็ควรจะภูมิใจ ไอ้ภูมิใจในผลงานน่ะทุกคนมีสิทธิ์อยู่แล้ว แต่ว่าเราภูมิใจว่าการได้ออกกับสนามหลวงเป็นอินดี้น่ะผิด มันไม่ใช่อินดี้อย่างแท้จริง มันคืออินดี้ภายใต้ชายคาของบริษัทค่ายเทปยักษ์ใหญ่ ถ้านักฝันเริ่มต้นด้วยวิธีคิดอย่างนี้แล้วละก็มันก็ไม่ใช่นักฝันอย่างที่ผมคิด และไม่ใช่นักฝันตัวเล็กๆ ที่งดงามอย่างหลายๆ คนที่อยากจะทำงานจริงๆ แต่ในแง่ของคำแนะนำผมไม่มีอะไรจะแนะนำ ก็ทำกันไปผมไม่เชื่ออย่างนั้นผมก็ทำอย่างนี้ ใครเชื่ออย่างนั้นก็ทำอย่างนั้น หรือใครไม่เชื่ออย่างนั้นแต่ไม่มีทางเลือก แต่ต้องทำอย่างนั้นก็ทำกันไป จะว่าไปกรณีของทักษิณในปัจจุบันเนี่ยมันก็สะท้อนภาพของแกรมมี่ได้นะ สื่อของแกรมมี่เป็นค่ายเดียวและค่ายแรกที่เอาดอกไม้ไปยื่นให้นายกรัฐมนตรีในทำเนียบ ทักษิณกับแกรมมี่นี่คือวิธีการเดียวกันนะ เป็นวิธีการที่กูจะทำคนเดียว ครองคนเดียว และที่เหลือพวกเอ็งค่อยมารับส่วนแบ่ง ไม่เปิดโอกาสให้ระบบอื่นเข้ามาแชร์ ซึ่งผมว่ามันน่ารังเกียจ ถ้าเราจะพูดให้มันใหญ่โตไปก็อาจจะยากไป พูดง่ายๆ เลยก็ต้องบอกว่า ไม่มีน้ำใจ แล้วไอ้สิ่งที่เขาคิดว่ามีน้ำใจแล้วน่ะ มันก็คือการดีดลูกคิดมาเรียบร้อยแล้วว่าตัวเองไม่เสียหายอะไร และไม่ถือว่าสิ่งนั้นน่ะเป็นสิ่งที่เราคิดว่ามีน้ำใจ เหมือนกรณีของสนามหลวงน่ะ ดีดลูกคิดยังไง เขาไม่มีอะไรเสียเลย เขาลงทุนด้านโปรดักชั่นให้ ปั๊มอะไรให้แต่เขาก็ไม่ต้องเสียค่ามาสเตอร์ และระบบตรวจสอบอะไรเราก็ตรวจสอบไม่ได้ เพราะเอ็มจีเอก็อยู่ในเครือแกรมมี่

การไม่จ่ายค่ามาสเตอร์นี่เหมือนการไม่ให้ความสำคัญของการเติบโต กระบวนการสั่งสมฝีมือของศิลปินคนหนึ่งหรือเปล่า หรือเขาอาจมองผลงานเพลงเป็นเพียงสินค้าไม่ใช่นาฏกรรมที่สร้างมาจากความฝันทั้งชีวิตของศิลปิน

ผมอาจจะไม่คิดถึงขนาดนั้น แต่ที่พูดมาผมเห็นด้วยมากๆ เลย และทีนี้อีกข้อนึงคือว่าเด็กๆ เข้ามาสมมติว่า 20 วงมันจะมีตัวช้างเผือกที่เขาจะดึงขึ้นมาอยู่แกรมมี่ค่ายไหนก็ตาม จะเห็นว่าเขาได้กับได้ไม่มีอะไรเสียเลย แล้วพวกแมงเม่าทั้งหลายก็บินเข้าไปอยู่ตรงนี้ เพื่อให้เขาคัดเลือกและไอ้ตัวที่ไปไม่ได้ก็ถูกเปลวเพลิงมอดไหม้ตายกันไป ค่ามาสเตอร์ก็ไม่ได้ ส่วนแบ่งก็ไม่ได้ เขาได้ขาย ได้มีผลงาน ผลงานเหล่านั้นก็อยู่ในบริษัทเขา ซึ่งเป็นผลประ กอบธุรกรรมที่อยู่ในกลไกของบริษัทเพื่อเอาไปสร้างตัวเลขในตลาดหุ้นได้ คือเราเป็นเหยื่อเขาทุกกระบวนเลย ไม่ว่าจะโดยรูปแบบไหน และมันน่าเกลียด ผมว่าศิลปินรู้ไม่เท่าทัน แต่จะบอกว่าศิลปินไม่เท่าทันก็ไม่ได้ ต้อง พูดตรงๆ ว่าศิลปินไม่ค่อยมีเวลามานั่งคิดเรื่องความชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม โดยเฉพาะคนดนตรีรุ่นใหม่ๆ

แล้วพวกเราศิลปินตัวเล็กตัวน้อยอะไรได้บ้าง?

อันนี้ผมก็สิ้นหวังเหมือนกัน เพราะไม่มีใครมานั่งคิดน่ะ เรื่องความชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม ประเด็นก็คือว่าในปัจจุบันเนี่ยเด็กรุ่นใหม่เมื่อเขาสนใจสิ่งใดเขามุ่งไปสิ่งนั้นแล้วเขาทำได้ดี น่ารักและเท่มาก ไม่ว่าจะเป็นการเล่นดนตรี งานศิลปะ หรือการทำหนังสือ เด็กรุ่นใหม่เขียนหนังสือดีมาก ดีในแบบยุคสมัยปัจจุบันนะ อ่านสนุกแล้วดี เล่นดนตรีดี ทำอะไรดีหมดเลย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเมื่อเขาสนใจในสิ่งนั้นและเขาอยากทำสิ่งนั้นให้ดี แต่ประเด็นคือความละเอียดในด้านอื่นๆ เขาไม่มี ประเด็นที่จะคิดว่ามันชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมเขาไม่คิด แค่ว่าฉันทำตรงนี้ให้ดี วันนึงไปเสนอค่ายแล้วค่ายเอา ค่ายก็ทำค่ายเอาในรูปแบบไหนก็ไม่เป็นไร ขอให้ได้ออกผลงาน ถ้าผลงานเราดีเราก็จะทำให้ดีขึ้นไปกว่านั้นอีก เพราะฉะนั้นก็ไม่มีเวลาคิดหรอกว่าเอาเปรียบไม่เอาเปรียบ ไอ้การที่เขาจะมาเด็ดปีกเอายอดสวยงามของเราไปเพื่อเอาไปสร้างผลประกอบการทางมูลค่าของเขาเนี่ยมันเป็นรายละเอียดที่ซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะคิดได้ หรือเขาฟังผมพูดอย่างนี้เนี่ย เขาก็ยังไม่อิน ‘ไม่เป็นไร ผมขอให้ได้แค่ขายๆ ก็พอ’ ทีนี้ก็สบายเลย สบายคนแบบนี้เลย สบายคนแบบ ทักษิณ ชินวัตร สบายคนแบบ บริษัทจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ เลย เมื่อเด็กคิดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมก็เลยไม่อยากคาดหวังอะไรเท่าไหร่ เพราะทุกคนมุ่งจะทำงานตัวเองให้ดีที่สุด พอทำหนังสือก็ทำให้ดีที่สุดจนคิดว่าหนังสือที่เราทำเนี่ยมันเป็นยังไงบ้าง เพลงเป็นยังไงบ้าง วรรณกรรมเป็นยังไงบ้าง

คือถ้าใช้ศัพท์แบบวิชาการก็ต้องบอกว่าเราจะเยียวยาความหมกมุ่นเฉพาะทางของคนในยุคปัจจุบันได้ก็ต้องมีองค์ความรู้ คือเราขาดเรื่ององค์ความรู้ เราเห็นว่าสิ่งที่เราทำมันเป็นเรื่องเฉพาะตัวเรา มันตอบสนองตัวเราได้ และมันไม่ทำร้ายใครเราคิดแค่นี้ แต่เราไม่รู้หรอกว่าเมื่อเราต่างแยกอยู่ในมุมของปัจเจก ไอ้องค์ความรู้ต่างๆ มันไม่เชื่อม ไม่ช่วยสอดประสาน ไม่ช่วยดูแล สังคมก็อย่างนี้ เละเทะไปคนละทิศละทาง เรียกว่าโดยรวมสีสันวูบวาบฉูดฉาดก็น่าสนใจ แต่ในที่สุดคือในโครงสร้างน่ะมันล้มแล้วค่อยๆ ล้มลงมาแล้วก็แหลกสลายไป เพราะเราไม่มีการจัดองค์ความรู้ไง ผมถึงชอบหนังสืออย่าง Bioscope ผมไม่ได้ชอบทั้งหมดแต่ชอบเรื่องของการโยงองค์ความรู้ พูดเรื่องนี้แล้วโยงไปเรื่องโน้น หนังเรื่องนี้สามารถโยงได้กับวรรณกรรมนั้น วรรณกรรมนั้นสามารถโยงเข้ากับละครเวทีเรื่องนี้ เพลงนี้โยงกันแล้วเป็นองค์ความรู้ที่เข้ามา เป็นหนังสือที่อ่านแล้วผมบอกธิดา (ผลิตผลการพิมพ์) กับบอก สุภาพ (หริมเทพาทิพย์) ว่าหนังสือเขาเป็นนิตยสารเล่มเดียวที่ผมซื้อ เพราะหยิบอ่านเมื่อไหร่ก็ได้ มันเป็นองค์ความรู้และก็สนุกด้วย เขียนไม่น่าเบื่อ เพราะฉะนั้นผมว่าปัญหาของคนรุ่นใหม่ก็คือการไม่มีองค์ความรู้ ถ้าเรามีนักดนตรีที่คิดอย่าง แก๊ป ที-โบน น่ะ เคยอ่านบทสัมภาษณ์เขาในโอเพ่นเฮาส์ ถ้านักดนตรีส่วนใหญ่คิดอย่างนี้นะ โอ้โห ประเทศชาติเราจะมีกลุ่มคนดนตรีที่น่าจะเป็นอาวุธชนิดหนึ่งซึ่งสามารถสร้างคุณค่าและคุณภาพได้มากกว่านี้ แต่ถึงไม่ใช่ แก๊ป ที-โบน ก็ไม่ใช่ความผิดนะ ไม่มีใครมีความผิดในเรื่องแบบนี้ แค่จะบอกว่ามันทำให้สังคมเราเป็นแบบนี้เท่านั้นเอง ไม่ใช่ความผิดใครคนใดคนหนึ่งหรอก บังเอิญเพราะว่าทุกคนคิดแต่ในมุมของตัวเองมากเกินไป ไม่มีใครเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เพราะตอนนี้มีแต่สิ่งที่พอเยียวยาได้ แต่ต้านทานคงไม่ได้หรอก ผมไม่หวังชัยชนะอะไรอีกแล้ว ตอนนี้กล้าพูด

เรียกว่าเป็นความพ่ายแพ้ได้ไหม หรือว่ามันเป็นศึกที่ไม่มีทางชนะ?

สำหรับศิลปินตัวเล็กๆ เนี่ยมันไม่มีคำว่าแพ้หรือชนะอยู่แล้ว ถ้าเกิดว่าเรารู้เท่าทันตัวเองว่าสิ่งที่เราทำมันได้ประมาณไหน อย่างที่ผมทำเนี่ยทันทีที่ผ่านงานชุดที่ 2 ก็รู้แล้วว่าสิ่งที่เราคิดว่าดี และน่าจะสร้างคุณค่าได้ มันไม่สำเร็จแล้วเนี่ย ผมก็รู้ทันทีว่าไม่ต้องคิดว่าจะแพ้จะชนะ ทำสิ่งที่อยากทำก็พอแล้วเพราะว่าโลกไม่ได้มีวิธีคิดแบบเดียว

เหมือนกับว่าศึกนี้ไม่ได้สู้กับใครนอกจากสู้กับตัวเอง

สู้กับตัวเองและประคองตัวเอง และก็พยายามให้กำลังใจคนที่พยายามจะทำอะไรดีๆ แต่ว่าไม่มีทางออก เพราะเราก็รู้ว่ามันยากอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการให้กำลังใจกันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด การเชิดชูกัน ผมคิดว่าจริงๆ แล้วตอนนี้พลังที่สามารถเอาไปต่อกรกับความไม่ถูกต้องมากที่สุดก็คือสื่อ ต่อสู้กับระบบทุน ต่อสู้กับอะไร ถึงแม้ตอนนี้ระบบทุนกับสื่อจะเป็นระบบเดียวกันก็ตาม แต่ที่สุดแล้วเรามีสื่อที่คิดว่าเข้าใจสิ่งที่ผมคิดและผมไม่ใช่คนทำสื่อ และก็เป็นแค่คนทำงานเพลงและคนเขียนหนังสือเล็กๆ คนนึงเนี่ย แต่ถ้าสื่อไม่ได้คิดแบบนี้และถ้าอยู่วงจรสื่อและพยายามทำอย่างนี้ มันก็พอจะสร้างค่านิยมสร้างอะไรได้ พูดง่ายๆ มันมีคนตัวเล็กที่มีจริงแต่ว่าสื่อมองไม่เห็น สื่อไปไม่ถึง ก็กลายเป็นอย่างที่ผมบอกแหละครับ สื่อมันกลายเป็นนายทุน แต่ถามว่าเข้าใจไหม ก็เข้าใจนะ ผมไม่เคยตีโพยตีพาย ไม่ต่อว่าด้วย

ถ้ามันเป็นลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ คือสู้ยังไงก็ไม่มีทางตีโต้กลับไปได้ วงการเพลง วงการศิลปะบ้านเราจะเป็นอย่างไรในอนาคต

ในความคิดของผม เวลาที่เราเรียกว่ามันทรามสุดๆ แล้ว มันก็จะมีประกายแห่งความถูกต้อง ประกายแห่งการเปลี่ยนแปลง มักจะเกิดขึ้นเสมอนะ ก่อนที่จะพ่ายแพ้แก่ความเสื่อมทรามเหล่านั้น ถ้าเรายังเชื่อว่ามีสิ่งนี้อยู่ในสังคม ในวงการเพลง ในอะไรก็แล้วแต่มันก็จะมีเอง เหมือนที่วันหนึ่งเราก็คงไม่คิดหรอกในวันที่ นายกรัฐมนตรีของเราคนนี้รุ่งเรืองสุดๆ แล้วใครๆ ก็รู้ว่าเขาคงอยู่ได้ครบสองเทอม เขาคงคาดหวังว่าใครก็ล้มเขายาก ก็ปล่อยเขา จนกระทั้งวันหนึ่งเขาก็พลาดจนได้ ลำพังอาแปะคนหนึ่งมาด่าก็ไม่เท่าไหร่หรอก แต่ไอ้กรณีขายหุ้นแล้วไม่จ่ายภาษีเนี่ยมันชัดเจนมากเลยว่าเขาสะดุดขาตัวเอง ทีนี้เมื่อไปสู่ทางเสื่อมทรามสุดๆ แล้วเนี่ย มันก็จะมีจุดอะไรก็ตามซึ่งอาจจะเกิดจากตัวเขาเองหรือจากคนอื่น มันจะเกิดขึ้น แล้วผมก็คิดว่าวงการเพลงก็น่าจะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน เหมือนเมื่อสักประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว ในขณะที่เรากำลังเหนื่อยหน่ายกับวงการเพลงบ้านเรา แล้วเราก็ได้วงอย่างโมเดิร์นด็อกที่โผล่มา เราก็ได้ค่ายเทปที่เป็นทางเลือก และเป็นจุดประกายให้กับค่ายอื่นๆ เป็นความหวังเป็นดอกไม้ที่บานหลายๆ ดอกในสวนเดียวกันเนี่ย จริงๆ แล้วเมื่อย้อนไปเกือบ 10 กว่าปีมันก็เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นนะ จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องเดียวกัน เพียงแต่ว่า ณ วันนี้เนี่ยคนในวงการเพลงเห็นสิ่งเดียวกับที่ผมเห็นหรือเปล่า แต่ถ้าเขายังไม่เห็นและผมเห็นคนเดียวมันก็จะดำเนินไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะสู่จุดนั้น มันเป็นประเด็นนั้นมากกว่า และก็มันจะกลับมาเป็นอย่างนี้อีก

ในขณะที่การเมืองกำลังครุกรุ่น แต่ทำไมศิลปินรุ่นใหม่ๆ หายไปไหนกันหมด ทำไมเรายังเห็นแต่หงา คาราวาน, พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ, พงษ์สิทธ์ คำภีร์ ที่มีบทบาทในฟากของศิลปินเพลง?

ประเด็นนี้น่าสนใจ เพราะผมก็คิดมาตลอดในฐานะที่เป็นคนที่อยู่กับการเคลื่อนไหวทางสังคมตั้งแต่จำความได้ ในฐานะที่เราก็เป็นศิลปินตัวเล็กๆ คนนึง คำถามที่ 1 ก็คือว่าทำไมไม่มา จริงๆ แล้วถ้าใครฟังประเด็นทั่วไปเนี่ยก็จะรู้ว่ามันเป็นคำถามที่คนที่ต้องตอบกลุ่มแรกคือศิลปินกลุ่มเพื่อชีวิต ดูเหมือนว่าทุกคนจะพุ่งที่ไปที่พวกเพื่อชีวิต ทั้งที่ประเทศไทยมี่ศิลปินทุกแนว ป๊อบ ร็อก อินดี้ เพื่อชีวิต ลูกทุ่ง แต่เราก็จะหันหน้าไปถามทางพวกเพื่อชีวิต เราไม่ปฏิเสธหรอกว่าเพื่อชีวิตเขาขับเคลื่อนสังคมทั้งเหตุการณ์ตุลา 16-19 ก็ดี หรือ พฤษภาทมิฬก็ดี แต่เมื่อมีคำถามที่เขาถามศิลปินทุกคนในประเทศไทย ทั้งพวกเพื่อชีวิตและไม่เพื่อชีวิต ผมก็อยากตอบตามการวิเคราะห์ของทั้งสองกลุ่มนะ ในกลุ่มของเพื่อชีวิตเองเนี่ย เอาเป็นว่าเรามีหัวหอกอยู่ไม่กี่คนหรอก และถ้าหัวหอกเหล่านี้มาน้าหงา มีน้าหมู พี่แอ๊ด มีพี่ปู ถ้ามีแค่ 3-4 คนนี้มาก็เหมือนตอบคำถามนี้ไปแล้ว ส่วนพวกคนเพื่อชีวิตเล็กๆ จะมาไม่มาก็ไม่ได้มีอะไรมากมายแล้ว ทีนี้ที่เป็นอยู่เนี่ย น้าหงามาแล้วนะ พี่ปูมาแล้ว พี่แอ๊ดเรารู้กันอยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร ที่นี้เนี่ยถ้าหากว่าสองคนนี้มาแล้ว ผมก็ถือว่าก็โอเคในระดับหนึ่ง ในตอนแรกๆ ในตอนหลังๆ อาจจะมีศิลปินเพื่อชีวิตคนอื่นๆ มาเพิ่มขึ้นอีก เพราะต้องยอมรับว่าม็อบคราวนี้เนี่ยมันถูกนำโดยคุณสนธิ แม้ว่าคุณสนธิจะเหี้ยมหาญชาญชัยเต็มไปด้วยองค์ความรู้ และเชิดชูประเด็นที่เป็นเรื่องส่วนรวมเข้ามาต่อสู้แต่ว่าเรื่องความแคลงใจ ที่มีต่อเรื่องของความเป็นบุคคลเนี่ย ทั้งองค์กรอย่างผู้จัดการและคุณสนธิเนี่ยมันก็ยังไม่เคลียร์ในใจคนอื่นๆ รวมทั้งผมเองด้วย เหมือนกับว่าเอาใจช่วยคุณสนธินะและเอาใจช่วยม๊อบ แต่ถ้าถึงขั้นต้องไปเดินด้วยคงไม่เอา

นั่นคือข้อที่หนึ่งว่าด้วยเพื่อชีวิต ทีนี้ข้อ 1.1 ศิลปินอื่นๆ ที่ไม่ใช่เพื่อชีวิต นี่คือประเด็นที่ผมในฐานะที่ขอสังกัดตัวเองในกลุ่มเพื่อชีวิตเนี่ย ขอย้อนถามกลับไปว่า คุณไม่คิดอะไรกันเลยหรือที่ผ่านมาเนี่ย พี่เบิร์ดน่ะอยู่ไหน พอพูดถึงผมเบิร์ดเราก็ต้องนึกถึงอากู๋ นึกถึงแกรมมี่ขึ้นมาทันทีเราก็รู้แล้วว่าไม่ต้องพูดต่อแล้วจบๆ แต่ว่าเราพูดแบบเชิงเล่นๆ กัน อย่างถ้าพี่เบิร์ดมาเนี่ย เสกมา มอสมา ใครต่อใครที่มีศักยภาพเนี่ย บอดี้แสลมมาเนี่ย มันสะท้อนสำนึกร่วมทางบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี ผมอยากถามว่าพวกคุณไม่มีสำนึกทางการเมืองยามที่เกิดความระส่ำระสายกันเลยหรือ หรือว่าคุณคุณจะเล่นดนตรีและสร้างความบันเทิง ‘สบายดีไหมคะ’ อย่างเดียวหรือ แต่ว่านี่คำถามเล่นๆ เพราะผมก็มีคำตอบให้กับคนพวกนี้หมดแล้ว ไม่ได้กล่าวหาด้วย เข้าใจด้วย ก็พี่เบิร์ดอยู่สบายอย่างนั้นน่ะ พี่เบิร์ดจะเห็นได้ไงว่า ตั้งแต่ พ.ต.ท. ทักษิณ ขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาลเนี่ย ชีวิตของรากหญ้าแหลกกระจายแค่ไหน พี่เสกล่ะ พี่เสกไปเมืองนอก พี่เสกจะไปโกอินเตอร์ จะรู้ได้ไง พี่เสกก็ยังรับทรัพย์สบายอยู่ พี่ป๊อดก็อยู่กับเด็กแนวอาจจะสนใจเรื่องสังคมหน่อย

แต่เด็กแนวเขาก็ยังมีโลกทุนนิยมของเขาอยู่

เด็กแนวนี่เกิดมาเพื่อรับใช้ทุนนิยมเลยนะ พี่ตูนอยู่กับบอดี้สแลมและมีน้องๆ กรี๊ดกันฉิบหายวายป่วงหมดเสียงดังจนไม่ได้ยินเสียงร้องของคนที่เขาลำบาก เสียงของคนเล็กๆ ที่ถูกถีบไปอยู่ใต้ดินน่ะ เพราะเมื่อเป็นอย่างนี้ผมก็เข้าใจเลยว่าทำไมเขาจึงไม่มีสำนึกทางการเมือง เขาไม่รู้จริงๆ มันไม่ใช่ชีวิตของเขา มันไม่ฝังเข้าไปถึงหูเขาเลย เพราะฉะนั้นไอ้คนที่รู้จริงๆ คือใครละ คือคนที่มีเวลาว่างมากอย่างผม คนที่ไม่ดัง ไม่มีใครสนใจ และมีเวลาว่างมาก เพราะว่าเทปแม่งขายไม่ได้ เพราะว่าค่ายไหนก็ไม่มีใครรับเข้าสังกัด เมื่อว่างมันจะทำอะไรล่ะ ถ้าไม่แต่งเพลง ผมว่าศิลปินเพื่อชีวิตทุกคนนะ แม้กระทั้งพี่แอ๊ดก็ตามตอนเป็นตัวเล็กๆ ช่วงที่ยังไม่มีอะไรมารุมล้อมมาก ความสนใจเขาจะอยู่กับคนในวงกว้างๆ แต่พอยิ่งโตขึ้นสูงขึ้นน่ะ เขาจะอยู่ตรงปลายยอดและมีความสนใจแค่เฉพาะบางส่วน ในแง่หนึ่งมันก็เป็นความสมดุลนะ เพราะฉะนั้นคนที่สนใจและคนที่คิดว่าพอจะรับรู้เสียงร้องเจ็บปวดของยุคสมัยชัดๆ จริงๆ น่ะ ก็คือคนเล็กๆ อย่างผมและอีกหลายๆ คน

พูดง่ายๆ ว่าถ้าประชาชนต้องการตัว และถ้าเราพร้อมไม่มีอะไรติดขัดเราก็จะอยู่บนเวทีนั้นเสมอๆ ซึ่งตรงนี้ก็พูดได้ว่าต้องปรบมือให้พี่หงา พี่หงาเป็นศิลปินเบอร์ใหญ่ เป็นตัวจริง แต่พี่หงาก็ยังอยู่เสมอเพราะว่าพี่หงาอยู่ในจุดสมดุลของชีวิต พี่หงามีชื่อเสียงเป็นตำนานที่มีชีวิต แต่พี่หงาก็ยังได้ยินเสียงร้องของสังคมอยู่ เพราะพี่หงาก็ไม่ถึงกับไม่ได้สูงมากมาย พี่หงาสูงในแง่ของคุณธรรมแต่ไม่ได้สูงในแง่ของเสียงแซ่ซ้องและการแวดล้อมทรัพย์สมบัติและเสียงกรี๊ด เพราะฉะนั้นพี่หงายังเห็นสังคมอยู่ ผมคิดว่าแกมากับคุณสนธิไม่ใช่เป็นเพราะคุณสนธิ อย่างพี่หงามองข้ามช็อตแล้วว่างานนี้คืออะไร งั้นนี่คือตำนานนะผมว่านะ พี่หงาคือคนนึงผมค่อนข้างจะเชื่อมั่นว่าอยู่ข้างประชาชนแน่นอน

สรุปก็คืออยากจะถามกลับไปยังคนที่ได้อ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ พวกศิลปินอื่นๆ ลูกทุ่ง เพื่อชีวิต อินดี้ อะไรก็แล้วแต่ ยังจะวนเวียนอยู่แต่เรื่องตัวเอง และทำเพื่อตัวเองไหม หรือว่าจะมองไปที่สังคมบ้าง หรือว่าจะห่างๆ เสียงกรี๊ด แล้วแอบปลอมตัวลงมาฟังเสียงที่แท้จริงของผู้คนบ้าง อะไรอย่างนี้ ก็แค่อยากจะฝากๆ ไว้ ไม่ได้หวังให้คุณมาอยู่บนเวทีตอนที่เขาประท้วงอะไรหรอก ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ นานๆ ทีเราจะมีศิลปินอย่าง อริสมันต์ (พงษ์เรืองรอง) ไปตอนพฤษภาทมิฬ ซึ่งผมก็ขอให้เครดิตนะไม่ว่าเขาจะทำเพื่ออะไรก็แล้วแต่ มาเป็น ส.ส.จะอะไรก็แล้วแต่ อริสมันต์ตอนนั้นถือว่ามีความคิดเห็นทางด้านการเมืองอย่างนั้นจริงๆ เนี่ยแหละเวลาที่ผมดูทีวีเห็นอะไรอย่างนี้ ผมโหยหามากเลยนะโหยหาศิลปินที่พูดเรื่องการเมืองได้อย่างแหลมคม คมคายชัดเจนเหมือนที่อยู่ในวงการดาราเรามีฮิวโก้ เออ ฮิวโก้เป็นนักร้องเหมือนกันนะ แต่ว่าที่สุดแล้วมีความแหลมคมแม้จะไม่คมมากก็ตาม ผมตั้งคำถามเสมอนะเวลาคนดังๆ ขึ้นมาพูดด้านอื่นๆ บ้าง นอกจากด้านที่สร้างผลประโยชน์ให้ตัวเองจากชื่อเสียงทั้งอัลบั้ม หรือสร้างภาพพจน์ให้ตัวเอง ผมก็รออยู่เสมอแต่ก็ไม่มี ออกรายการทีวีก็มีแต่ตลกโปกฮาไปเรื่อยๆ ก็เฝ้ารอมาตลอดก็ไม่มี พอมีพวกเพื่อชีวิตก็พูดกันไปตามขนบพูดยากเข้าใจยาก และก็เพื่อชีวิ้ต...เพื่อชีวิต จนเหมือนแบ่งฝั่งกันชัดเจนมาก ผมเพิ่งนึกออกเหมือนกัน จะไปว่าแต่สายป๊อบสายอะไรมันก็ไม่ถูก พวกเพื่อชีวิตเอารุ่นใหม่ๆ นะ ก็ไม่ได้มีสำนึกทางการเมืองที่แหลมคม ก็ทำแบบว่ามันเป็นสกุลหนึ่งของงานเพลงเท่านั้นเอง

ถ้าถามจริงๆ นะมันก็คงไม่สาหัสขนาดนั้น ผมคิดว่าทั้งฝั่งป๊อบ ฝั่งร็อก ฝั่งอินดี้ และก็ฝั่งเพื่อชีวิตเองเนี่ยมันก็มีทั้งพวกที่ สังกัดป้ายโดยไม่ได้ลึกซึ้งอะไรกับอย่างอื่น และมันก็มีพวกที่อยู่ในป้ายนะแต่ก็มีความคิดอยู่ด้วยซึ่งผมว่าฝั่งป๊อบอะไรเขาก็มี เพียงแต่ว่าเมื่อมีอะไรเกิดขึ้นอย่างนี้ ก็ปล่อยเพื่อชีวิตเขาเหอะ ถ้าเราทำเดี๋ยวเสียภาพพจน์ ผมคิดว่าที่สุดแล้วนะ คนที่มีความคิดดีๆ มีนะ มันก็เหมือนที่เราเพิ่งรู้ตอนวรพจน์ไปสัมภาษณ์ แก๊ป ที-โบนมา ก็อะโหย แก๊ป โอเค ว่ะ ถ้าไม่มีใครไปถามเขาเราก็ไม่รู้ และเช่นกันเวลามีม๊อบอย่างนี้เขาก็ไม่ออกมา อะไรอย่างนี้ ผมว่ามีคนอย่างแก๊ป ที-โบน และใครอีกหลายๆ คน นี่ผมพูดอย่างนี้ก็เหมือนโปรเขา แต่ไม่ใช่ ผมก็ไม่รู้จักเขา แต่เอาเป็นว่าเราพูดเฉพาะมุมนี้ มุมทางความคิดทางสังคม ผมว่าคนอื่นก็มีแต่มันเหมือนกับว่าพอเกิดอะไรขึ้นต้องผลักไอ้พวกเพื่อชีวิต มึงเข้าไปดิ กูอยู่ฝั่งนี้ กูเข้าใจสังคม กูเห็นด้วยกูเชียร์ แต่กูไม่ไป ผมคิดว่าทำไมเป็นอย่างนี้ละ เช่นกันฝั่งเพื่อชีวิต ก็มีพวกเพื่อชีวิตแบบป้าย และพวกเพื่อชีวิตแบบที่มีสำนึกมีราก มีองค์ความรู้อะไรอยู่บ้าง ทีนี้ปัญหาก็คือว่า ไอ้พวกที่มีสำนึกนะเราไม่พูดถึงพวกที่เอาแค่ป้ายนะ ผมคิดว่ามันไม่ได้สดคล้องกับยุคสมัย มันตามสังคมไม่ทันสมมติว่าเขาจะมีสำนึก มันเป็นสำนึกที่ฟังมาจากพี่หงา พี่ปู พี่แอ๊ดมา ซึ่งสังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งถ้าเราอยากจะรู้ว่าจริงเหรออย่างนี้เราต้องไปเข้าผับเพื่อชีวิต เราก็รู้ว่าทุกคนก็จะพูดอย่างนั้น เฮ้ย โลกไปถึงไหนแล้ววะ พูดอย่างนั้น มันยังใช้มุขนี้อยู่

ในอีกด้านหนึ่งคุณเป็นกวี ซึ่งมันเป็นกลุ่มคนเล็กๆ ในแวดวงวรรณกรรม ผลงานของคุณอยู่ที่ตรงไหนในส่วนนี้?

จริงๆ กวีมันเป็นสับเซ็ตหนึ่งของหมวดวรรณกรรม ภาพรวมวรรณกรรมในด้านอื่น มันดีกว่ากวีอยู่แล้ว กวีนี่คือฉิบหายที่สุด

เพราะอะไร ยุคนี้กวีไม่เป็นที่นิยมหรืออย่างไร?

เรื่องนี้ผมไม่โทษยุคสมัยเลย ผมคิดว่าหลายๆ คนพยายามโยนความผิดให้กับยุคสมัย ผมขอพูดจากมุมของตัวเองนะเพราะผมเป็นกวี ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของ 2 ข้อใหญ่ๆ หนึ่งก็คือเนื้องานของกวีน่ะ คือเราไม่ปรับเนื้องานทั้งที่เป็นรูปแบบและเนื้อหาให้มันเข้ากับยุคสมัย ไม่ยอมปรับ บางคนก็ปรับแต่ทำได้ไม่ดี ทำได้ไม่ถึง ผมว่านี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมกวีถึงตายซาก นี่เราพูดถึงภาพรวมทั้งหมดนะ ไม่ได้หมายความว่ามันตายอย่างสิ้นเชิง อย่างน้อยๆ ก็มีกวีอยู่คนนึงล่ะ ที่ผมอ่านกี่ทีก็ยังชื่นใจ และอยู่กับยุคสมัย แม้ว่าจะเป็นแค่กลอน ที่เป็นฉันทลักษณ์โบราณก็ตาม คนนั้นคือพี่ไพวรินทร์ ขาวงาม พี่ไพเป็นบุคคลที่ผมชื่นใจมาก แล้วก็ผมก็มักจะหาข้ออ้างให้ตัวเองเวลาคนชอบถามว่าไม่เขียนกวีแล้วเหรอ ผมก็ไม่รู้จะตอบว่าไง ก็จะเงียบๆ ไปแต่พอได้อ่านของพี่ไพแล้วผมรู้สึก ผมคงไม่ต้องเขียนแล้ว ถ้าพี่ไพยังคงมีผลงานดีๆ อย่างนี้อยู่ เป็นกวีที่อยู่ในยุคสมัย และมีพลัง แล้วก็เขียนได้ดีเข้ากับโลกเสมอ นอกจากพี่ไพแล้วกวีคนอื่นก็ไม่ได้ปรับตัวเองให้เข้ากับยุคสมัย ทุกคนมีอีโก้มีอัตตาซึ่งผมว่าเราต้องยอมรับก่อนว่ากวีมันเป็นงานของคนส่วนน้อย มันเป็นรูปแบบที่เอาเข้าจริงๆ แล้ว มันเป็นคนละเรื่องกับความเป็นกวี ถ้าพูดกันอย่างถึงที่สุด รูปแบบของบทกวีมันเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตคนนะ แล้วยิ่งการที่เรามีอีโก้เพื่อไปยืนยันตรงนี้ ก็ยิ่งทำให้เราตาย ผมพูดว่าการเขียนกวีโดยใช้ภาษากวีและรูปแบบกวีเนี่ย มันเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็นของคนส่วนใหญ่ แต่สำหรับบางคนมันเป็นคุณค่าต่อชีวิต ก็แล้วแต่คนไป แต่ผมก็ถือว่ามันมีคุณค่าต่อชีวิต แค่สำหรับคนส่วนใหญ่มันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต่อเขา

และข้อที่สองคือในปัจจุบันความเป็นกวีมันไม่ได้อยู่ในรูปแบบนั้นแล้ว ความเป็นกวีมันอยู่ในเพลง มันอยู่ในหนัง มันอยู่ในข้อเขียนต่างๆ นานา มันอยู่ในอารมณ์ของคน เพราะฉะนั้นกวีไม่ตายหรอก ถ้าเราพูดถึงความเป็นกวีเป็นความงามในเชิงนามธรรมที่สร้างคุณค่าทางจิตใจ และมันก็ยังมีหนังดีๆ ที่เต็มไปด้วยบทกวี คำพูดและบทหนังดีๆ ก็คือบทกวี เรื่องราวดีๆ มันก็คือบทกวี เพราะฉะนั้นกวียังไม่ตาย แต่กวีแค่รูปแบบที่ประเทศไทยกำลังทำกันมาตลอดเนี่ยมันตาย

ปัญหาคนเขียนกวีอยู่สองอย่างคือหนึ่งมีอีโก้ไม่ยอมเปลี่ยนตัวเองกับไม่ยอมรับความจริง พอไม่ยอมรับความจริงก็โทษสิ่งโน้นสิ่งนี้ พอเห็นคนรุ่นใหม่มาก็บอกว่าฉาบฉวยไม่ได้เรื่อง ผมไม่เห็นด้วยเลย และข้อที่สองคือปรับแล้วแต่ว่าไม่ถึงทำได้ไม่ดี เป็นเรื่องของตัวเขาเอง

หลังจากที่คุณย้ายขึ้นไปอยู่เชียงใหม่ได้ 5 ปี คุณเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในตัวเองมากน้อยแค่ไหนจากเมื่อก่อน?

ผมคิดว่ามันมีสองอย่างนะ หนึ่งคืออารมณ์กับทัศนคติ เมื่อก่อนอารมณ์กับทัศนคติมันเป็นเรื่องเดียวกัน ก็คือเร่าร้อนทั้งสองอย่าง นอกจากเร่าร้อนแล้วยังคับแคบด้วย ต้องขอบคุณการไปอยู่เชียงใหม่ เพราะมันเป็นการทำให้เรานิ่งขึ้น ตอนที่ตัดสินใจว่าจะไปก็ไม่ได้ตั้งใจจะไปนิ่งเลย ตอนนั้นแค่เบื่อกรุงเทพฯ สุดขีด ประมาณว่าอึดอัด แล้ว ผมอยู่กรุงเทพฯ มา 12 ปี ตั้งแต่ขึ้นจากปักษ์ใต้มาอยู่กรุงเทพฯ เลยเบื่อกรุงเทพฯ และเบื่อตัวเองด้วย เห็นตัวเองเป็นคนต่างจังหวัดที่มาพยายามใช้ชีวิตแบบคนกรุงเทพฯ ซึ่งตอนแรกๆ 4 – 5 ปีแรกก็ไม่เป็นไรหรอกเพราะเราก็ยังวัยรุ่น และมีโน่นนี่ทำ มันก็เป็นการแสวงหาว่าอะไรใช่-ไม่ใช่ ก็ว่ากันไป แต่ยังไม่สรุป พอนานเข้าเริ่มสรุปเองว่ามันไม่ใช่น่ะ แล้วทู่ซี้อยู่ทำไม ทำไมไม่กลับไปสู่ต่างจังหวัด ถึงแม้จะไม่ใช่จังหวัดบ้านเกิด แต่ว่าไปอยู่ต่างจังหวัดที่มีธรรมชาติไม่ดีกว่าเหรอ ดีกว่ามาอยู่อย่างนี้ ก็เลยเป็นเหตุผลที่บีบตัวเองออกจากกรุงเทพฯ ไปอยู่เชียงใหม่ แล้วก็พอไปอยู่ที่นั่นก็สมใจ ไปอยู่กับธรรมชาติผู้คนที่เราไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนาน อยู่กันนิ่งๆ เลยหละ เห็นชาวบ้านเห็นคนมีน้ำใจ

ไปทำอะไรที่เชียงใหม่?

พูดจริงๆ ก็คือแค่ย้ายชีวิตตัวเองไปพำนักที่นั่นเท่านั้นเอง เพราะโดยงานเหมือนเดิมเลยนะ ไปถึงปีแรก มีอัลบั้ม ’อยู่พรุ่งนี้’ ถึงอยู่กรุงเทพฯ ก็ทำได้เหมือนกันแหละ เพราะเป็นงานหลักๆ ที่ทำอยู่แล้ว ตอนนั้นมีงานอยู่ 3 อย่าง คือ 1 สเกลใหญ่คือทำอัลบั้ม 2 คือแต่งเพลงประกอบรายการทุ่งแสงตะวัน อันนี้เป็นงานที่ทำประจำ อันที่ 3 คือเขียนกวี หรือเขียนอะไรก็ได้ที่เป็นข้อเขียนส่งมาลงตามนิตยสาร หรือว่าเขียนให้เพื่อนฝูง

จริงๆ แล้วทำแค่ 3 อย่าง อยู่กรุงเทพฯ ก็ได้ แต่เหตุผลที่ไปอยู่เชียงใหม่ก็คือ ไม่อยากสู้รบปรบมือกับรถติด กับอะไรมากมายสารพัด ก็ไปอยู่เชียงใหม่ พอไปถึงก็สมใจ โอย น่าจะไปอยู่ตั้งนานแล้ว สิ่งที่ได้เป็นกำไรตามมาคือความสงบ ได้มีเวลาทบทวน เรานี่เป็นยังไง คนอื่นเป็นยังไง สังคมเป็นยังไง โลกเป็นยังไง เพราะตอนอยู่กรุงเทพฯ ผมคิดว่าเราเห็นอะไรไม่ชัดหรอก มันเหมือนกับว่า เราอยากจะรู้จักใครสักคนหนึ่ง นอกจากเราจะไปคลุกวงในแล้ว ผมคิดว่าบางทีเราต้องถอยห่างมาด้วย เพื่อพิจารณาเขา ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีในการไปทบทวน นี่คิดได้ตอนอยู่ไปสักพักนะ เพราะตอนแรกไม่ได้คิดไปทบทวนอะไร ตอนนั้นคิดแค่ว่าอยากออกไปก่อน ก็ทำงานไป สิ่งที่ว่าก็ได้ตามมา ก็เหมือนที่ว่า ก็ใช้ชีวิตอยู่ ส่วนงานยังมีอยู่ แต่ว่าสงบกว่าเดิมเยอะเลย ชีวิตด้วย สิ่งแวดล้อมด้วย เพราะเมื่อก่อนถ้ามาส่งงาน หรือมาห้องอัดเนี่ย ก็ต้องนั่งรถจากนนทบุรี มาลาดพร้าว นั่งรถตู้มาต่อรถเมล์อีกต่อนึง อะไรอย่างนี้ แต่อยู่นู่นจะทำอะไรขี่มอไซด์ไปมันต่างกันเยอะเลย ในงานแบบเดียวกันนะ เพราะฉะนั้นชีวิตมันต่างกันเลย มันสงบมันสบายทุกอย่าง อัลบั้มมันก็ออกมา ‘อยู่พรุ่งนี้’ หลังจากนั้นก็ทำให้ทีวีบูรพา เพลงรายการ คนค้นคน ก็จนมาถึงหลังสุดทำงานร่วมกับร้านเล่าที่เชียงใหม่

แต่ก็อยากจะบอกว่า ตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองพักผ่อนเพียงพอแล้ว จิตใจเยือกเย็นเพียงพอแล้ว ทัศนคติคิดว่ากว้างขวางขึ้นกว่าเดิม ไม่อาจบอกว่ากว้างขวางกว่าใครนะ ถ้าบอกอย่างนั้นนี่โง่ทันที เพราะมีคนที่กว้างขวางกว่าเรา แต่ว่าถ้าเทียบกับตัวเองเนี่ยคือกว้างขวางกว่าเดิม ก็เลยคิดว่าจะลองทำอะไรอีก กลับมาหาความเร่าร้อนที่กรุงเทพฯ อีกแล้ว เราเอาจิตใจทัศนคติที่เยือกเย็นเนี่ย เรามาเสพความเร่าร้อนดูอีกทีนึง

ทำไม อยากรู้อะไร?

อาจจะเป็นธรรมดาของมนุษย์ประเภทนี้ ความขี้เบื่อ คือกูเริ่มเบื่อความสงบแล้วว่ะ เฮ้ย มันนิ่งจนแบบว่าชาไปแล้ว เวลาเพื่อนจากกรุงเทพฯ มาเยี่ยม เราก็พาไปกินข้าว พาไปฟังดนตรีอะไรหรอก ก็เป็นร้านเพื่อชีวิตธรรมดาๆเนี่ยแหละ เพื่อนก็จะบอกว่า เฮ้ย ยังฟังเพลงแบบนี้อีกอยู่เหรอ ผมก็ตอบว่า ‘ไม่ๆๆ มากินข้าว’ เรื่องเพลงนี้เรารู้แล้วว่ามันเป็นอย่างไร ผมตามโลกทัน ผมอ่านแมกกาซีนที่แนะนำหนังสือ แนะนำซีดีตลอด อ่านนู่นอ่านนี่ เข้ากรุงเทพก็ซื้อซีดีมาฟัง ‘เฮ้ย ทันๆๆ ไม่ต้องห่วง’ เพื่อนบอกว่าไม่ใช่ นอกจากฟังซีดีนี่มันต้องฟังสดๆ ด้วยเว้ย ตอนนี้ที่กรุงเทพมีอยู่ร้านนึง เล่นแจ๊ซดีอะไรอย่างนี้ เป็นแจ๊ซแบบร่วมสมัย เด็กรุ่นใหม่เล่น ถ้าคุณเห็นคุณจะต้องทึ่ง คุณจะต้องชอบ จริงเหรอ ผมว่าผมทันน่า ผมอยู่เชียงใหม่นี่เอง ก็ไม่เชื่อ วันนึงเข้ามากรุงเทพฯ มันก็พาไปนั่ง เฮ้ย มันต่างกันว่ะ ไม่ใช่ว่าเชียงใหม่ไม่มีแจ๊ซนะ เชียงใหม่ขาเก๋าเยอะแต่ว่าเรารู้สึกไม่อิน เพราะว่าเป็นคนรุ่นเก่าเล่น คนเก่าๆ เล่น แต่เด็กรุ่นใหม่เนี่ย ผมไม่ได้ออกกลางคืนบ่อยแต่พอรู้ละว่าใครอยู่ตรงไหน เราก็พอรู้แต่นักดนตรีเชียงใหม่ แต่พอเรามาเจอแบบนี้เรารู้สึกว่ากรุงเทพฯ มีความต่างว่ะ ถ้าอะไรที่เราต้องการให้เท่าทันโลกยุคใหม่เนี่ย มันต้องอยู่ที่กรุงเทพฯ ก่อน เชียงใหม่เป็นเมืองที่สองไปไว แต่ได้แค่แป๊บเดียว ยังไงก็กรุงเทพฯ เป็นต้นแบบ

นั่นคือข้อนึง คือเบื่อแล้วชักจะไม่ค่อยทันโลกแล้วเว้ย นอนอ่านหนังสือมันไม่พอแล้วเว้ย ก็เลยมาซักหน่อย แล้วก็ประกอบกับคิดว่ากำลังอยากจะทำอะไรที่มันเป็นจริงเป็นจังในแง่หนึ่ง สักเรื่องนึงหรือ 2 เรื่องก็ได้ เพราะว่าถ้าอยู่เชียงใหม่เนี่ย ด้วยความสบายของชีวิต และความงดงามของเมืองเนี่ย มันต้องคนแบบว่าแข็งจริงๆ ถึงจะทำอย่างอื่นที่มันเร่าร้อนได้ในที่เย็นๆ อย่างนั้น แต่ว่าผมคิดว่าบรรยากาศมันทำให้ผมอ่อนแอ ทำให้ผมไม่สามารถทำอะไรได้ นั่นแหละเลยคิดว่าปีนี้จะย้ายมากรุงเทพฯ เพื่อทำอะไรสักอย่างหนึ่ง คือพยายามทำอัลบั้มที่อยู่ในระบบ ถ้าเราอยู่เชียงใหม่ ถ้าเราสังกัดใดสังกัดหนึ่ง เวลาจะไปจะมามันก็ลำบาก แต่ตอนนี้พร้อมแล้วครับ สังกัดไหนอยากจะเอาผมบ้าง รถไฟดนตรี อาร์เอสฯ มาเลย ยกเว้นแกรมมี่

ทุกวันนี้ยังมีความสุขและความทุกข์กับเรื่องไหนบ้าง?

เอาความสุขก่อนละกัน ความสุขน่าจะเป็นเรื่องของการที่เราคิดว่าเราคิดชัดขึ้น และก็ได้ทำตามความคิดที่ชัดนั้นบ้าง แม่งไม่ใช้ทุกเรื่องแต่เมื่อได้ทำแล้วก็มีความสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ชีวิต ความรัก ผลงาน การเดินทาง การแสดงความคิดเห็น เมื่อใดก็ตามที่เราชัดกับมันและเราได้ทำตามความชัดเจนของเราก็จะมีความสุข ส่วนที่เป็นความทุกข์ก็คือ เป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมดเลย ก็คือคิดชัดแล้วยังทำไม่ได้ ผมยังลืมเรื่องอีกเรื่องนึงในความสุข เรื่องเงินทอง เรื่องเศรษฐกิจ เช่นกันมันคือเรื่องเดียวกัน พอคิดแล้วมันยังทำไม่ได้ มันคือความทุกข์ ถ้าทำได้มีความสุข บังเอิญว่ามันมีบางครั้งก็ทำได้ บางครั้งก็ทำไม่ได้ อยู่ในระหว่างการจัดการและพยายามจะทำมันให้ได้

คุณผ่านกระบวนการอะไรต่างๆ มาก็มาก ยังเหลือคำถามอะไรที่เรายังต้องหาคำตอบอีก ยังต้องหาคำตอบ?

เหมือนๆ กับว่าตอบให้ตัวเองได้แล้วนะ และก็ตอบให้คนอื่น ไม่ใช่คนอื่นสิ ตอบให้การมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้แล้วด้วย และตอบให้โลกใบนี้ได้แล้วด้วย แต่ไม่ตอบแทนมนุษย์นะ ผมว่าโลกมันมีกลไกของมันน่ะที่จะฟูมฟักอุ้มชูมนุษยชาติ และมีกลไกที่จะทำลาย ในมุมมองของผมเอกทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากผลกระทบทางธรรมชาติและผลกระทบทางสังคมมันไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ มันมีเหตุมีผลมันไม่เคยไม่มีที่มา พูดง่ายๆ เพราะฉะนั้นเมื่อคิดอย่างนี้ผมก็มีคำตอบแล้วว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ส่วนคำตอบของตัวเองเนี่ยก็มีแล้วว่า เรายังไงประมาณไหน และควรอยู่ในจุดไหน และเป้าหมายควรจะวางไว้แค่ไหนถึงจะพอ ก็คิดว่ามีคำตอบให้ตัวเองแล้วเหมือนกัน อีกนิดนึงก็คือว่า พูดง่ายๆว่า ผมคิดว่าในการเป็นมนุษย์เนี่ยเรามีคำถามคำตอบอยู่สองอย่างก็คือ เรื่องของเราเองและเรื่องของผู้อื่น ผู้อื่นนี่รวมหมดเลยนะก็คือสังคม เพื่อนร่วมโลก และก็โลก เพราะฉะนั้นผมว่ามนุษย์มีคำถามใหญ่อยู่แค่ 2 เรื่อง เพราะฉะนั้นเราถามตอบแค่นี้ได้แล้ว

และถ้าอีกสัก 5 ปีข้างหน้า พจนาถจะทำอะไรอยู่ตรงไหน?

ตอนนี้ตั้งใจเข้ามาฟัดกับกรุงเทพฯ ฟัดกับยุคสมัยนี้ ก็ถ้าตัวเล็กๆ อย่างเราได้ฟัดมันจริงๆ เนี่ย ก็คงจะยังอยู่ที่กรุงเทพฯ และก็เดินทางไปรอบๆ กรุงเทพฯ และรอบๆ ภูมิภาคนี้เพื่อจะหาความรู้หาความเข้าใจให้กับตัวเอง และก็คงยังทำงานในแบบที่ทำอยู่ คือยังไงเสีย เพลงเนี่ยก็ยังต้องทำแน่นอน